Mola mola Sunshine!

คนเขียนเพลงครื้นเครงถึงหนังสือสื่อไปถึงหนังสือพิมพ์

24 : ซีรีส์สุดฮิต ระทึกแบบ Real Time พฤศจิกายน 10, 2009

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 10:59 pm

วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4140  ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ Delicious GROOVE

โดย อัษฎา อาทรไผท

อัน ที่จริงซีรีส์ 24 ที่ผลิตโดยค่าย Fox ที่ผมนำมาเสนอในครานี้ ไม่ใช่ของใหม่อะไร เพราะมันเริ่มออกมากระชากต่อมความมันส์ผู้คนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2001 แล้ว ยิ่งทำก็ยิ่งดัง

เรตติ้งพุ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนคนดูที่มากขึ้นตามความเก๋าของซีรีส์ และซีรีส์เรื่องนี้นี่เอง ที่ทำให้หนุ่มใหญ่แห่งฮอลลีวูด Kiefer Sutherland ได้เป็นฮีโร่ตัวจริงกับเขาเสียที หลังจากที่ไม่เคยไปถึงดวงดาวในวงการภาพยนตร์เลย หลังจากที่เขาเล่นหนังมานานหลายปี ปัจจุบันซีรีส์ 24 มีไปแล้วถึง 7 ซีซั่น บวกกับอีกหนึ่งภาพยนตร์ดีวีดี ใครติดตามชมมาแต่แรกแต่เริ่ม ค่อยๆ ดูกันไปปีละซีซั่น ก็ติดกันงอมแงมจนไม่เป็นอันทำอะไรอยู่แล้ว แต่ที่น่าเห็นใจคือท่านที่เพิ่งจะมาเริ่มดูตอนนี้ หากเกิดติดขึ้นมา ต้องสละเวลามากหน่อย เพราะมีความระทึกรอให้ชมอยู่ถึงเกือบ 7,000 นาที เรียกว่าหากจะตั้งหน้าตั้งตาดูกันให้จบ คงต้องลางานกันไปทั้งอาทิตย์ แล้วใช้เวลาทุกวินาทีตั้งป้อมหน้าจอทีวี จึงจะบรรลุทุก episodes

ทีเด็ด ของ 24 คือการดำเนินเรื่องมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เนื่องจากเขาดำเนินเรื่องตามเวลาจริง มีเวลาบอกอยู่บนจอเป็นพักๆ แถมยังมีการแบ่งจอเป็นช่องๆ เหมือนหนังสือการ์ตูน ให้เห็นสถานที่ต่างๆ พร้อมๆ กัน เมื่อมีเหตุการณ์ตื่นเต้นเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ผู้ผลิตพยายามทำให้ดูแล้วเสมือนทุกอย่างมันเกิดขึ้นตามจริง เห็นมันไปพร้อมกันหมด ไม่มีตัดไปตัดมา ย้อนไปย้อนมา แบบที่โลกมายาชอบเป็น ทุกอย่างดำเนินไปตามนาฬิกา ทุกซีซั่นมีความยาวเพียงหนึ่งวัน โดยเริ่มเวลาไหน จะไปจบเอาเวลานั้นของวันถัดไป และในวันเดียวนี้ พระเอกของเราจะต้องกู้โลกให้พ้นจากเงื้อมมือผู้ก่อการร้ายให้ได้ แต่ละตอนมีฉากแอ็กชั่นมากมายจนนับไม่ถ้วน ชนิดบีบหัวใจกันตั้งแต่ต้นจนจบ

ส่วน เนื้อหาก็เข้มข้นเหลือหลาย พระเอก (Kiefer Sutherland) รับบทบาทเป็น Jack Bauer เจ้าหน้าที่ CTU (Counter Terrerist Unit) มีหน้าที่จัดการกับผู้ก่อการร้ายทุกรูปแบบ ตั้งแต่วินาทีแรก ทุกตอนเขาต้องรับหน้าที่ไปแก้ปัญหาภัยคุกคามระดับชาติ ซึ่งไม่ได้มีให้แก้แค่เปลาะเดียว แต่โถมทับกันมามากมายประดามี แถมสถานการณ์ชอบพลิกไปพลิกมาหลายตลบ พระเอกต้องตัดสินใจทำสิ่งเลวร้ายต่อจิตใจของเขาหลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้ชาติพ้นภัย ทุกอุปสรรคกดดันและซับซ้อนจนคนดูตามไม่ทัน ไม่มีใครทราบได้ว่าตัวโกงที่แท้จริงคือใคร ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากถอดชนวนระเบิดนิวเคลียร์ได้แล้ว จะมีระเบิดอีกหลายลูกรออยู่หรือไม่ หากยอมทำอย่างนี้แล้วผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ใครจะเป็นคนต่อไปที่ต้องสละชีวิต ตอนจบจะเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบ แม้กระทั่งผู้แสดงเองยังไม่ได้รับบทไปอ่านล่วงหน้า แต่จะค่อยๆ รู้เรื่องราวที่ต้องแสดงไปทีละตอนๆ ทำให้เวลาแสดงอารมณ์จะสมจริงขึ้นไปอีก

เพื่อ เป็นทั้งการสรุปสำหรับแฟน 24 และเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยสำหรับท่านที่สนใจ ผมขอสรุป (แบบไม่สปอยล์) พลอตเรื่องของแต่ละซีซั่น พอเป็นกระสายดังนี้

Season 1 : Jack Bauer ป้องกันการลอบสังหารวุฒิสมาชิกผิวสี ที่กำลังจะได้เป็นประธานาธิบดี พร้อมๆ ไปกับการช่วยเหลือลูกสาวของตัวเองจากเงื้อมมือผู้ก่อการร้าย

Season 2 : Jack Bauer ยับยั้งระเบิดนิวเคลียร์กลางกรุง แอลเอ. และช่วยประธานาธิบดีหาผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายมาลงโทษ

Season 3 : Jack Bauer ต้องต่อสู้กับอาการติดเฮโรอีนของตัวเอง ไปพร้อมๆ กับการจัดการหาต้นตอผู้ค้าอาวุธเชื้อโรคไวรัสสุดอันตราย

Season 4 : Jack Bauer ช่วยเหลือท่านรัฐมนตรี และลูกสาวที่เป็นคนรักของเขา จากการลักพาตัวโดยผู้ก่อการร้าย จากนั้นหยุดการก่อการร้ายระดับชาติต่อ

Season 5 : หลังจากคนนึกว่าเขาตายไปพักใหญ่ Jack Bauer มีอันต้องกลับมาอีกครั้ง เมื่อเพื่อนของเขาโดนฆาตกรรม สืบเนื่องไปยังการจัดการกับผู้ก่อการร้ายที่มีแผนขโมยแก๊สพิษทางชีวภาพ โดยมีเรื่องผลประโยชน์น้ำมันแอบแฝง

Season 6 : Jack Bauer ได้รับการปล่อยตัวจากคุกเมืองจีน หลังโดนจับไปเกือบสองปี เขากลับมากู้ระเบิดนิวเคลียร์หลายลูก จากนั้นช่วยยุติความขัดแย้งของรัสเซียกับอเมริกาที่กำลังจะเกิดขึ้น

Redemption : (หนังทีวีภาคคั่นกลางระหว่าง Season 6 กับ 7) Jack Bauer ไปอยู่ท่ามกลางการปฏิวัติใน Sangala ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในแอฟริกา

Season 7 : ภัยคุกคามระดับชาติเกิดขึ้นเมื่อ Firewall ของคอมพิวเตอร์รัฐบาลสหรัฐ ถูกเจาะเข้าไปโดยผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติใน Sangala เขาต้องควานหาผู้สมคบคิดที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพและรัฐบาล

และนั่นคือ เรื่องราวของ 24 ที่ผ่านมา ส่วน Season ที่ 8 ข่าวว่ากำลังจะมาฉายทางทีวีมะกันในเดือนมกราคมปีหน้า เนื้อเรื่องจะเกิดขึ้นที่มหานครนิวยอร์ก โดยสำนักงาน CTU ได้รับการอัพเกรดและจะย้ายจาก แอลเอ. มาตั้งอยู่ที่นี่แทน ส่วนเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามกัน พวกเราชาวไทยคงต้องรอกันอีกยาวกว่าจะได้ชม หากใครรอไม่ไหว ของปลอมไม่นานคงมาถึง ส่วนของแท้ตอนนี้เขามี 6 Seasons แรก และภาคหนังทีวี Redemption ราคาไม่โหด เมื่อเทียบกับความสนุกที่ได้รับ ส่วน Season 7 ยังไม่มีของจริงขายนะครับ ใครสนใจหามาชมได้เลย ดีกรี Best Television Series สาขา Drama จาก Golden Globe การันตีความเจ๋ง แล้วคุณจะพบว่าเวลาวันหนึ่งมันหมดไปเร็วแค่ไหน เมื่อดู 24 :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 10

 

Ingrid Michaelson สาวสวยเสียงใส หัวใจ Indy-Pop พฤศจิกายน 10, 2009

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 10:58 pm

วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4144  ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ Delicious GROOVE

โดย อัษฎา อาทรไผท

ตั้งชื่อตอนหวานแหววแบบนี้ ไม่ใช่หนังหรือเพลงเกาหลีนะครับ แต่มันเป็นความรู้สึกจริงของผมเอง เมื่อแรกได้ยินเสียง

เพ ลงใสๆ ของสาวอเมริกันหน้าหวานนามว่า Ingrid Michaelson คนนี้ จากการแสดงเป็นวงเปิดทัวร์คอนเสิร์ตในยุโรปของ Jason Mraz นักดนตรีที่หลายคนติดใจ ซึ่งหากใครชอบแนวดนตรีของเขาก็น่าจะเสพดนตรีของเธอได้คล่องหูพอๆ กัน เพราะดนตรีเน้นความใสในดีกรีเดียวกัน

ผมเชื่อว่าหากคุณเป็นคอหนังซี รีส์ด้วยแล้วละก็ คุณน่าจะเคยสดับรับพลังเพลงขอเธอไปแล้วโดยไม่รู้ตัว เพราะบทเพลงมากมายที่เธอเขียนและเล่นเองนี้ ได้ถูกนำไปเปิดคลอใน

ซี รีส์ดังๆ หลายเรื่อง อาทิ Grey”s Anatomy, Scrubs, Kyle XY และ One Three Hill นอกจากนั้นเพลงของเธอยังเข้าไปเป็นหนึ่งในซาวนด์แทร็กของหนังเรื่อง House Bunny อีกด้วย

ดูจากภาพอาจคิดว่าสาวเสียงสวยคนนี้อยู่ในวัย ใสเหมือนเสียง แต่แท้ที่จริงเธอเกิดตั้งแต่ปี 1979 รวมสิริอายุได้ 30 ปีพอดี ซึ่งไม่ถือว่าแก่ในวงการเพลงสหรัฐ ต่างจากเพลงไทย ที่ศิลปิน (ตัวไม่จริง) ส่วนใหญ่โด่งดังกันตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วมาโรยราเอาตอนที่ความจริงแล้วน่าจะเป็นช่วงที่ฝีไม้ลายมือเข้าขั้น นี่แหละครับข้อเสียของระบบการทำเพลงแบบโรงงาน แต่ทำอย่างไรได้ ระบบมันเป็นแบบนี้ ดีที่สุดที่ทำได้คือทำใจแล้วเราก็ก้มหน้าฟังของจำเจที่มวลชนปรารถนากันไป ชั่วกาลปาวสาน

Ingrid Michael โตมากับศิลปะอย่างลึกล้ำ พ่อของเธอเป็นนักประพันธ์เพลงชั้นเซียน ส่วนแม่ของเธอเป็นปฏิมากรชื่อดังแห่งนิวยอร์ก แน่นอนมันส่งผลให้เธอเองเลือกเดินสายดนตรี ตั้งแต่เริ่มเรียนเปียโนที่ Third Street Music School ในมหานครนิวยอร์ก ตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบ และศึกษาฝึกปรือต่อเนื่องจนจบไฮสกูล ก่อนที่จะเลือกเรียนต่อด้านการละคร โดยเธอได้นำทั้งสองศาสตร์แห่งศิลปะมารวมกัน และเข้าร่วมคณะละครเพลง Kids on Stage จนเรียนจบออกมาได้เป็นผู้กำกับสมใจเรียบร้อย เธอจึงมุ่งหน้าออกเดินทางสู่ถนนสายดนตรีต่อ

แนวเพลงของ Ingrid เป็นดนตรีแนว pop ใสๆ เบาๆ ติดกลิ่นย้อนยุคนิดๆ เน้นเสียงกีตาร์โปร่ง เครื่องเคาะ และประสานเสียงอย่างลงตัว ฟังง่ายสบายหู แต่ไม่เกร่อแบบเพลงตลาดทั่วไป เลยจัดให้มาอยู่ในประเภท indy-pop หากใครชอบผลงานของ Jewel หรือ Cardigan ชุดแรก แม้ดนตรีจะไม่เหมือนกันมาก แต่อาจพอกล้อมแกล้มฟังงานของ Ingrid แล้วติดใจได้ไม่ยากนัก หรือดีไม่ดีอาจจะชอบมากกว่า เนื่องจากความสดใหม่ของดนตรี

ตั้งแต่ เริ่มทำงานเพลงในปี 2005 มาจนปัจจุบัน เธอออกอัลบั้มมาทั้งหมด 4 ชุด ภายใต้ชื่อ Slow the Rain, Girls and Boys, Be OK และ Everybody ตามลำดับ 4 ปีที่ผ่านมากระแสตอบรับและแฟนเพลงของเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากอันดับเพลงบนชาร์ตยอดนิยม ที่ล่าสุดอัลบั้ม Everybody ไต่ขึ้นไปอยู่ได้ถึงอันดับ 18 ในอันดับ 200 อัลบั้มยอดนิยมของ Billboard ไปเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนเพลง

ผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะเห็นเธอมาก ขึ้น ได้ยินเพลงของเธอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในละครซีรีส์ที่เธอยึดหัวหาดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมไม่แน่ใจว่างานเพลงของเธอจะมีขายในบ้านเราไหม (ส่วนแบบเถื่อนน่ะมีแล้ว) แต่ยุคนี้ดนตรีไร้พรมแดน หากคุณสนใจลองไปดูที่ www.ingridmichaelson.com หรือค้นหาใน Google ดูชื่อเพลงเด่นๆ ของเธออย่าง Everybody, The Way I Am หรือ Be OK ก็ได้ รับรองมีให้ฟังเพียบ แล้วคุณจะเคลิบเคลิ้มไปกับเพลงสบายๆ ของ Ingrid Michaelson สาวสวยเสียงใสหัวใจ indy-pop :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 14

 

Divided by 13 สุดยอดศิลปะแห่งแอมป์กีตาร์ พฤศจิกายน 10, 2009

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 10:56 pm

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4148  ประชาชาติธุรกิจ


Divided by 13 สุดยอดศิลปะแห่งแอมป์กีตาร์


คอลัมน์ Delicious GROOVE

โดย อัษฎา อาทรไผท

ใน เพลงหลากหลายแนวที่ท่านได้สดับรับฟังกันมาตลอด ท่านทราบไหมว่าหนึ่งในหัวใจสำคัญของเพลงเพลงหนึ่งนั้น คือแอมป์กีตาร์ อุปกรณ์ดนตรีที่พวกเรานักฟังเพลงมักไม่ค่อยสนใจ เพราะไปสนใจนักร้องหรือนักดนตรีเสียมากกว่า แต่แท้ที่จริงแล้วความอิ่มเอมของเสียงกีตาร์ ที่คลอเคลียอยู่ในบทเพลงมากมายที่คุณชอบ มีส่วนผลักดันให้อรรถรสการฟังเพลงรื่นรมย์ขึ้นมหาศาล ท่านเคยแปลกใจไหม ว่าทำไมเพลงบางเพลงที่บันทึกเสียงในบ้านเรา ซาวนด์ไม่เคยเก๋าล้ำลึกเท่าของฝรั่ง โดยเฉพาะซาวนด์กีตาร์ ที่ศิลปินไทยหลายท่านแม้ตระหนักว่าใช้ของยิ่งดีก็ยิ่งสร้างสรรค์ผลงานได้ เจิดจรัส แต่อาจจะมีอุปสรรคในการเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือเทียบเท่าของฝรั่งไม่ ได้ เป็นเหตุให้ปัจจุบันมีศิลปินคุณภาพของไทยบินไปบันทึกเสียงกันที่อเมริกาหลาย ท่าน

ผมมีตัวอย่างแอมป์กีตาร์ เครื่องดนตรีที่ควรค่าแก่การรู้จักมาเล่าให้ฟัง จริง ๆ แล้วแอมป์กีตาร์ทำไม่ยากอะไร มีลำโพงหนึ่งดอก มีเครื่องขยายเสียง ก็เป็นแอมป์กีตาร์ได้แล้ว แต่ที่จะมาสาธยายในโอกาสนี้คือ super boutique guitar amp ซึ่งปัจจุบันในแวดวงมือกีตาร์ ทั้งไทยและเทศ แอมป์ประเภท boutique กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องด้วยคุณภาพในการออกแบบที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมเสียง วัตถุดิบที่นำมาใช้ กรรมวิธีการผลิตด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ตลอดจนรูปลักษณ์ภายนอกที่มีเอกลักษณ์ ล้วนบ่งบอกถึงความมีรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของ (ไม่ต่างจากที่ท่านสุภาพสตรีรักที่จะใช้กระเป๋าหิ้วยี่ห้อหรูต่าง ๆ)

Divided by 13 อยู่ในข่าย boutique amps ที่ว่า แต่มันยิ่งใหญ่กว่านั้น จนควรยกย่องให้มันเป็น super boutique amps เสียเลย เพราะนอกจากสรรพคุณต่าง ๆ ที่ไม่ขอนำมาบรรยายในที่นี้ (เนื่องจากนี่ไม่ใช่หนังสือกีตาร์) ความไวต่อสัมผัสนิ้ว ความอิ่ม ความลึกมาก dynamic ของสุ้มเสียง ที่ถ่ายทอด definition ของซาวนด์ออกมาจนใครได้ลองหากไม่เอ่ยปากชม ก็ต้องแอบคิดว่ามันเจ๋งจริง ๆ ล้วนทำให้มันยืนอยู่เหนือคู่แข่งได้ง่าย ๆ แต่ที่เป็นที่สุดของแอมป์ Divided by 13 นี้ คือทั้งกระบวนการผลิต มีคนทำเพียงคนเดียวเท่านั้นตั้งแต่รับออร์เดอร์จนส่งของ

หนุ่มใหญ่ นามว่า Fred Taccone แห่งเมือง Fullerton มลรัฐ California ที่เดียวกับโรงงานผลิตกีตาร์และแอมป์ Fender ในตำนาน คือทั้งเจ้าของและพนักงานเพียงคนเดียวของ Divided by 13 เขาเริ่มจับกีตาร์ตอนอายุ 12 ปี และเริ่มศึกษาเกี่ยวกับแอมป์อย่างจริงจังตั้งแต่สมัยมัธยม โดยไปทำงานพิเศษกับโรงงานผลิตแอมป์ของ Bob Rissi อดีตผู้ออกแบบแอมป์กีตาร์ของ Fender จากนั้นในช่วงที่เรียน recording engineer อยู่ในระดับอุดมศึกษา เขาได้ไปทำงานกับ Fender และ Musicman 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการเครื่องดนตรี ในช่วงนั้นเขาได้รับการฝึกฝนโดย Leo Fender, Doc Kauffman, Randall และ Forrest (บรรดาขาใหญ่แห่งตำนานแอมป์อเมริกัน) เมื่อเรียนจบ เขาตระเวนไปกับทัวร์คอนเสิร์ตต่าง ๆ คลุกคลีกับการแสดงสดเป็นเวลา 3 ปี จนผันตัวไปเป็น sound engineer ใน LA และมือกีตาร์บันทึกเสียงให้ศิลปินมากมาย

จากนั้นเขาหันมาเอาจริง ด้านซ่อมแอมป์ vintage โดยร่วมงานกับร้าน Black Market ซึ่งเป็นร้านขายและรับซ่อมแอมป์ vintage ที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในฝั่งตะวันตกของอเมริกา เขาได้พบเจอทั้งศิลปินและผู้อยู่เบื้องหลังในวงการกีตาร์มากมาย จากการซ่อมแซมแอมป์โบราณจากยุค 60″s ที่แม้ผลิตมาอย่างดีเลิศ ให้สุ้มเสียงระดับตำนาน แต่อายุของพวกมัน ทำให้ประสิทธิภาพของชิ้นส่วนต่าง ๆ เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา จนต้องให้ Fred มาช่วยปรับ แต่ง ดัดแปลง แอมป์ต่าง ๆ ให้อยู่ตลอดเวลา และในเมื่อแอมป์สมัยใหม่สู้ของเก่าไม่ได้ ส่วนของเก่าก็มีแต่จะพังลงทุกวัน เมื่อใคร ๆ ก็ทราบว่าเขาสะสมความรู้เรื่องแอมป์จนกลายเป็นกูรู ที่ใคร ๆ ก็ต้องเอาแอมป์มาให้รักษาแล้ว ลูกค้าท่านหนึ่งเลยแนะนำให้เขาสร้างแอมป์ขึ้นมาใหม่เสียเลย โดยเก็บเอาคุณลักษณ์ของแอมป์ vintage เอาไว้ และเพิ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคตของเขาเข้าไป โดยเน้นให้ใช้ในการบันทึกเสียงก็เยี่ยม ใช้ในการแสดงสดก็ยอด

เขาเห็น ด้วย และเริ่มสร้างแอมป์ขึ้นมาด้วยมือของเขาเอง ทีละตู้ ๆ จากลูกค้าที่เป็นคนศิลปินและสตูดิโอใน LA ก็ขยายแผ่กว้างออกไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน แอมป์ของเขาเป็นที่ต้องการอย่างมากทั่วโลก แม้ในประเทศอเมริกาก็ยังหาไม่ได้ง่าย ๆ เพราะคุณ Fred ยังคงค่อย ๆ สร้าง Divided by 13 ขึ้นมาทีละตู้อย่างเช่นเคย ล่าสุดหากใครโชคดีสั่งได้ ก็ต้องรอถึง 6 เดือนจึงจะได้แอมป์มาเชยชม หลายคราที่พอแอมป์ของเขาสร้างเสร็จ มันก็ถูกส่งไปใช้บันทึกเสียงทันที (ยกตัวอย่างเช่นในงานของ Alanis Morrisette และ Paul McCartney)

นอกจาก สรรพคุณและที่มาที่ไปของมันที่ไม่ธรรมดา รูปลักษณ์หน้าตาของ Divided by 13 ยังเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ ที่เรียกได้ว่านำศิลปะมาใส่แอมป์อย่างถ่องแท้ หน้าตา 3 เหลี่ยมคว่ำของมัน แค่มองแต่ไกลก็ทราบได้ว่ามันคืออะไร แถม Fred ยังให้ลูกค้าที่สั่งแอมป์เลือกสีของแอมป์ได้ตามใจชอบ เรียกว่า custom made กันสุดฤทธิ์ ศิลปินชื่อดังมากมายก่ายกอง เช่น มือกีตาร์ของ ZZ Top, Duran Duran, Eagles, Kinks, Tracy Chapman, Alanis Morrisette, Foo Fighter, Counting Crows, Tom Petty, Beck, Avil Lavigne, Carrie Underwood, Lenny Kravitz, Maroon 5, Green Day, U2, Aerosmith และอีกมากมายศิลปินที่หากคัดมาลงหมดคงต้องรวมเล่ม โดยเขายึดผลิตแอมป์อยู่เพียงไม่กี่รุ่น หลายคนบอกว่าชื่อรุ่นแอมป์ของเขาจำยาก ไม่ทราบว่ามีที่มาจากไหน แท้ที่จริงแล้วง่ายนิดเดียว เพราะแต่ละรุ่นจะใช้ชื่อย่อของศิลปินคนแรกที่สั่งทำแอมป์นั้น ๆ เช่นในรุ่น CJ11 ผู้สั่งคนแรกชื่อ Cork James และแอมป์มีกำลังขับ 11 วัตต์ จึงให้ชื่อว่า CJ11 เห็นไหมครับ ท่านพี่ Fred Taccone นายนี้มีความเป็นศิลปะอยู่ในทุกอณูของสมองเลยจริง ๆ

นี่แหละครับ เรื่องราวของ Divided by 13 สุดยอดแห่งแอมป์กีตาร์ โดยคนเพียงคนเดียว ไม่ต่างอะไรกับตำรับอาหารลับสุดยอด ที่มีพ่อครัวท่านนี้เท่านั้นที่รู้วิธีปรุงเพียงคนเดียว อีกหน่อยเมื่อเขาแก่ตัวและเลิกผลิตแอมป์ คาดว่าราคาค่าตัวของมันจะทวีคูณขึ้นไปแน่นอน กลายเป็นของหายากประดับวงการแอมป์ vintage ในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าคุณเล่นกีตาร์และมีกำลังทรัพย์ ลองหามาเก็บสักตู้ไหมครับ :D

ข้อมูลเพิ่มเติมเชิญที่ wwwdividedby13.com (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 14

 

ธุรกิจเพลงไทย ศิลปะแบบสังคมนิยม และ งานแฟต 9 พฤศจิกายน 10, 2009

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 10:54 pm

วันที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4156  ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ Delicious GROOVE

โดย อัษฎา อาทรไผท

สุด สัปดาห์นี้ มีงานแฟตเฟสติวัล เทศกาลดนตรีอินดี้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ณ ชาแลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี งานนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 แล้ว จากงานเล็ก ๆ ที่มีแต่คนดนตรีทำเองเล่นเองเต็ม ๆ พัฒนาขึ้นมาเป็นมหกรรมดนตรี ที่รวมบรรดาศิลปินเซอร์ ๆ ทั่วฟ้าเมืองไทย ตั้งแต่ระดับทำมือไปจนถึงระดับไอดอล เป็นที่สนุกสนานให้ทั้งคนดนตรีและคอเพลงได้มาใช้ชีวิตตลอดสองวันเต็ม ไปกับการละเลียดดนตรีสด และเลือกซื้อซีดีจากศิลปินอินดี้ ที่สำหรับบางวง นี่อาจเป็นแค่โอกาสเดียวที่เขาจะขายแผ่นได้ (เนื่องจากโอกาสอื่น โหลดเถื่อนแผ่นปลอมเอาไปกินหมด)

หากใครถวิลหาบทเพลงจริง ๆ จากมันสมองศิลปินจัง ๆ งานแฟตนี่เอง คือตลาดค้ามันสมองทางดนตรีที่เจ๋งที่สุดในปฐพีไทย เพราะอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น เขารวบรวมและคัดสรรศิลปินทุกแขนง ให้มาออกของเล่นสดกันถึงสี่ห้าเวทีพร้อมกัน แถมมีงานเพลงที่ยังไม่ถูกแต่งแต้มความเป็นธุรกิจจากนายทุนให้เลือกซื้ออีก ต่างหาก และประเด็นนี้เองเป็นที่มาของบทความสำหรับอาทิตย์นี้ สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ดนตรี ผมเลยขออนุญาตบ่นเรื่องวงการเพลงไทยหน่อยนะครับ นี่เป็นเรื่องจริงจากศิลปินที่ตั้งใจทำงานตามแนวทางของตน แต่ต้องไปพบทางตันเมื่อผู้ชี้ชะตาอันทรงคุณวุฒิจากค่ายเพลงใหญ่มีรสนิยมแตก ต่างกัน

เมื่อไม่นานมานี้ศิลปินอินดี้กลุ่มหนึ่ง (ผมไม่ขอออกชื่อเพราะเดี๋ยวจะเสียหาย) ที่คลุกคลีอยู่ในวงการเพลงมาได้ระยะหนึ่ง วงนี้เคยไปตระเวนโชว์ตามงานฟรีคอนเสิร์ตมาบ้าง และเริ่มกลุ่มแฟนเพลงที่พิสมัยแนวดนตรีของพวกเขาจำนวนหนึ่ง ส่วนผลงานเพลงก็ดีพอที่จะติดอันดับเพลงฮิตของหลาย ๆ คลื่นวิทยุ ชื่อเสียงเรียงนามเป็นที่รู้จักกันในแวดวงอินดี้ เรียกว่าไม่ขี้เหร่ในระดับก็ว่าได้

พวกเขาได้เอาเพลงที่ทำไว้ทั้ง อัลบั้มไปยื่นให้กับค่ายเพลงใหญ่ ซึ่งตอนแรกดูเหมือนว่าจะเป็นเส้นทางที่งดงาม เรียบง่าย ไร้รอยสะดุด สมัยอยู่ในสังคมอินดี้อันแสนอิสระ ผู้คนส่วนใหญ่ชมชอบงานของพวกเขามากกว่าติติง แต่แล้วเมื่อถึงเวลาจะได้มาทำเพลงกับค่ายใหญ่ ก็ไม่มีกลีบกุหลาบโรยนำทางให้เหมือนที่คาด เพราะแม้เพลงที่มีจะดีแต่หากมันไม่โดน ก็ถือว่าสอบตก สิ่งสำคัญที่สุดคือเพลงต้องโดน หนึ่งชุดขอให้มีอย่างน้อยสักหนึ่งเพลงเป็นใช้ได้ แต่โดนอะไร อย่างไร ไม่มีคำตอบให้ หลังจากค้นคว้าตามคนรู้จักมาระยะหนึ่ง ผมได้ความมาว่าการที่เพลงจะโดนนั้น ต้องให้ผู้บริหารค่าย หรือผู้มีอำนาจชี้ชะตาฟังครั้งแรกแล้วขนลุกก่อน จึงจะเรียกว่าโดน และเมื่อเขาว่าเพลงโดนแล้ว จะทำให้เพลงที่ห่วยแต่โดน มีค่าทางการตลาดมากขึ้นกว่าเพลงที่ดีแต่ไม่โดน งบฯโปรโมตจะมีให้ทันที ไฟเขียวจะปรากฏให้เห็นในทันใด ส่วนในกรณีที่ศิลปินมีสายพันธุ์ รูปโฉม หรือดีกรีความสำเร็จ อะไรสักอย่างที่ดูดีพ่วงมาด้วย เพลงอาจไม่ต้องโดนแรง ๆ ก็ได้ เพราะแค่ปรากฏตัวออกมา ผู้คนก็พร้อมจะควักเงินให้แล้ว

สำหรับ วงดนตรีทั่วไป บางทีฝีมือดี เพลงดี อาจไม่มีใครสนใจจะลงทุนด้วย อย่างเช่นวงที่กล่าวถึงนี้ ทางค่ายได้แนะนำให้ลองไปทำเพลงใหม่ที่โดน ๆ มาส่ง เมื่อถึงวันนัดพบอีกครั้ง พวกเขาทำเพลงมาให้เลือกหลายเพลง แต่มีอยู่หนึ่งเพลง เป็นเพลงที่แต่งขึ้นลวก ๆ ง่าย ๆ เน้นให้คล้าย ๆ ของชาวบ้านไว้ก่อน เอามาแถมให้เลือกเล่น ๆ ผลปรากฏว่าเจ้าเพลงที่กะจะแถมนี้ กลับกลายเป็นเพลงเพียงเพลงเดียวที่ท่านผู้บริหารชอบ และให้ผ่านโดยไม่ต้องไปแก้ไขอะไร

เหตุการณ์นี้สร้างความงุนงงให้ ศิลปินวงนี้เป็นอย่างมาก เพราะเพลงดีมีสไตล์ไม่เหมือนใครเขาไม่เห็นคุณค่า แต่เพลงแบบโหล ๆ ที่ให้ใครทำก็คงได้ กลับมาเข้าวิน เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้ ศิลปินกลุ่มนี้จึงขอถอยหลังกลับมาทบทวนดูว่า จะเปลี่ยนแปลงแนวทาง ให้เป็นตามค่ายนิยม ซึ่งหากให้เรียกว่าสังคมนิยมก็น่าจะได้ (เพราะจริง ๆ แล้วการปกครองแบบสังคมนิยม มันมีคนกำหนดกฎเกณฑ์อยู่แค่หยิบมือ) หรือจะทำเพลงเองต่อไปอย่างมีอิสรภาพ เลือกเองได้ตามสิทธิตามเสียงแบบประชาธิปไตยดี คำตอบตอนนี้ยังไม่ทราบ แต่จากเรื่องราวนี้ ก็พอจะสรุปได้ว่าทำไมศิลปินจากค่ายใหญ่ จึงทำเพลงออกมาฟังดูคล้าย ๆ กันหมด ไม่เหมือนชาวอินดี้ ที่เพลงมีความเป็นส่วนตัวสูง เพราะพวกเขาเลือกได้

ฟังแล้วอาจจะงงแต่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับหลาย ๆ ศิลปิน ที่พยายามทำงานคุณภาพ แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝันเมื่อเจอผู้ควบคุมคุณภาพเพลง ที่ไม่แน่ใจว่ารสนิยมทางดนตรีของเขาสามารถตัดสินใจว่าเพลงของใครจะดังหรือ ได้หรือไม่ เพราะที่ผ่าน ๆ มา ผลงานส่วนใหญ่ของค่ายเพลงต่าง ๆ ที่คลอดออกมา ก็ไม่ได้โดนเหมือนที่เขาว่ามันควรจะโดนทุกครั้งไป และมีอีกหลายครั้งหลายหน ที่ศิลปินอินดี้ตัดสินใจทำผลงานเพลงออกมาเอง ตามที่พวกเขาอยากให้มันเป็น จนโด่งดัง แล้วในที่สุด เมื่อสามารถพิสูจน์ความโดนของเพลงได้เองแล้ว ท่านผู้บริหารค่ายใหญ่ก็จะส่งเทียบเชิญมาหาเอง

เสาร์-อาทิตย์นี้ หากท่านชอบดนตรีมีเอกลักษณ์ ลองไปงานแฟตเฟสติวัล ครั้งที่ 9 เพื่อหาฟังดนตรี ที่ไม่ใช่งานศิลปะสังคมนิยมกันไหมครับ แล้วเจอกันครับ :D (หน้าพิเศษ D-life)

หน้า 20