
Mainland Ukuleles อูคูเลเล่ไม่ธรรมดาของคนไทยในต่างแดน มีนาคม 19, 2010
วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4192 ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์ SOUND Delicious
โดย อัษฎา อาทรไผท
![]() |
อาทิตย์ นี้กลับมาที่เรื่องอูคูเลเล่กันอีกครา เหตุผลที่ผมหยิบเรื่องราวของเจ้าเครื่องสายตัวน้อยนี้มาเล่าอีก ก็เพราะผมได้ค้นพบผู้ผลิตอูคูเลเล่ระดับโปรแบรนด์หนึ่ง ที่แม้เปิดตัวมาไม่นาน แต่เป็นที่นิยม ผู้คนยอมรับไปทั่วโลก จนเว็บไซต์อูคูเลเล่ชื่อดัง http://www.ukuleleunderground.com ของเซียนอูคูเลเล่ชาวฮาวาย ที่ใครเล่นอูคูเลเล่เป็นต้องรู้จัก ยังต้องเอ่ยปากชมแล้วชมเล่า ให้ผมจำชื่อได้ จนเป็นเหตุให้ต้องไปค้นหาที่มาที่ไปของมัน ลืมบอกไปว่าทีเด็ดคือมีคนไทยร่วมเป็นเจ้าของด้วย
แบรนด์ที่ว่านี้คือ Mainland Ukuleles แห่งมลรัฐ Indiana สหรัฐอเมริกา โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังเพียงแค่ 2 ท่าน นั่นคือ Mike Hater พ่อมดแห่งการเซตอัพอูคูเลเล่ ที่หันเหจากการทำงานให้คนอื่น มาเปิดห้างขายอูคูเลเล่เอง และที่สำคัญคือ ภรรยาของเขา คุณตุ๊กตา สตรีไทยอีกท่านผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องดนตรี
ชิ้นเอกนี้
จาก ที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณตุ๊กตา ได้ความว่าทั้งคุณ Mike และคุณตุ๊กตา เคยอยู่ประเทศไทยมาแล้ว ก่อนที่จะเดินทางกลับไปปักหลักที่ Nashville, Indiana สหรัฐอเมริกา เมื่อทั้งคู่ได้ทราบว่าเมืองไทยมีคนเล่นอูคูเลเล่ ก็ดีใจใหญ่ เพราะเมื่อสมัยที่พวกเขาอยู่ประเทศไทย ไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ยินใครเล่นเลย ผมคิดว่าหากสมัยก่อนคนไทยเล่นอูคูเลเล่ ดีไม่ดี
แบรนด์ Mainland นี้อาจเป็นสินค้าไทยส่งไปเขย่าวงการดนตรีโลกก็เป็นได้
อัน เครื่องดนตรี 4 สายตัวจิ๋วของเขานี้ ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เพราะนอกจากจะมีการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยการนำไม้ชิ้นเล็ก ๆ มาต่อกันให้เหมือนลายเชือกพันรอบตัวของอูคูเลเล่แล้ว เขายังเน้นที่เรื่องราคาและคุณภาพ โดยสั่งผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ชนิดเกรดเอจากประเทศจีน ซึ่งเรื่องงานไม้ไม่เป็นรองใครในโลก แล้วนำมาประกอบขั้นสุดท้ายที่เวิร์กช็อปของ Mainland อย่างประณีตบรรจง ไม่มีอูคูเลเล่ตัวไหนที่ไม่ได้ผ่านมือของ Mike เขาจะนั่งเล่น นั่งปรับแต่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้สึกได้ถึงมาตรฐานระดับ custom shop ที่ทั้งปรับให้เล่นง่าย และให้เสียงเที่ยงตรงทุกช่องเฟรต
ส่วนไม้ที่ ใช้นั้น เขาเลือกใช้ไม้ mahogany, red cedar และ mango ซึ่งไม่ใช่ไม้ที่เป็นต้นตำรับอย่าง koa ซึ่งปัจจุบันราคาสูงและหายาก แต่สุ้มเสียงของไม้ทั้งสามที่เขาเลือกมาทำอูคูเลเล่ ก็ได้โทนเสียงดีไปอีกแบบ โดย mahogany จะโดดเด่นที่ความทุ้มลึก เหมาะกับการเอามาเล่นแบบสตรัม ในขณะที่ red cedar จะให้เสียงที่พุ่งกว่า หากชอบแนว finger style จะเข้ากันได้ดี ส่วน mango หรือไม้มะม่วงนั้น จะให้สุ้มเสียงแหลมบางกว่าเพื่อน ได้อารมณ์คล้าย ๆ เสียงจาก koa เรียกว่ามีไม้แค่ 3 แบบ ก็ครอบคลุมรสนิยมครบเครื่องไปแล้ว และที่สำคัญเขาใช้ไม้ solid ซึ่งก็คือไม้ทั้งดุ้นล้วน ๆ หาได้มีการเอาไม้อัด ไม้ลามิเนต มาทำแต่ประการใด นั่นแปลว่าเครื่องดนตรีทุกชิ้น หลังจากถูกเล่นไปเป็นปี ๆ เมื่อมีการสั่นสะเทือนจากคลื่นเสียงสู่ไม้ ไม้จะมีพัฒนาการทางเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ให้เสียงทีกังวานขึ้นกว่าของใหม่ และนี่คือเสน่ห์ของไม้ solid
เนื่องจากมีพนักงานเพียง 2 ท่านเท่านั้น (ซึ่งก็คือเจ้าของนั่นเอง) Mainland จึงผลิตอูคูเลเล่ได้ไม่มากนัก ล่าสุดที่ผมเห็น เขามีของอยู่ในสต๊อก 200 ตัว แต่ทั้งหมดนั้นต้องกระจายกันไปทั่วโลก เรียกว่าน้อยมาก จนเข้าขั้นขาดแคลนก็ว่าได้ เพราะพวกเขามีทั้งรายการสั่งซื้อของทั้งโดยตรงและผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก
เห็น กิจการของคนไทยในต่างแดน ที่ประสบความสำเร็จระดับโลกแล้ว อดปลื้มใจไปด้วยไม่ได้ เพื่อตอกย้ำความเก๋า คุณ Mike ประกาศก้องเป็นสโลแกนของ Mainland Ukuleles เอาไว้ว่า “Not All Great Ukuleles are Made in Hawaii” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “อูคูเลเล่เจ๋ง ๆ ไม่ได้ทำที่ฮาวายทุกตัว” แบบนี้ท่านใดเล่นเป็น และอยากพิสูจน์ ก็ขอให้ลองหามาเล่นดูครับ ได้ความอย่างไรบอกกันมาด้วยนะครับ
ข้อมูลเพิ่มเติมเชิญที่ http://www.mainlandukuleles.com (หน้าพิเศษ D-Life)
หน้า 14
Hang (จ๋ามาหานะเธอ) เครื่องดนตรีจากสวรรค์ที่หายากที่สุดในจักรวาล
วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4188 ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์ SOUND Delicious
โดย อัษฎา อาทรไผท
![]() |
เมื่อ ประมาณกว่า 1 ปีที่แล้ว ผมได้ไปทำงานในห้องอัดเสียงแห่งหนึ่ง และได้เสวนากับคุณจั๋ง Crescendo มือเพอร์คัสชั่นแถวหน้าของเมืองไทย ถึงเรื่องเครื่องดนตรีที่บ้านเรายังไม่มี คุณจั๋งบอกว่ามีเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เขาตามหามานานนม แต่ก็ยังควานหาไม่เจออยู่ดี ให้ช่วยสืบหาที่มาที่ไปหน่อย ว่าทำอย่างไรจะได้มันมาครอบครอง ผมจดชื่อมันไว้ในเศษกระดาษ เก็บใส่กระเป๋า แล้วก็ทำหายไป
จนเมื่ออาทิตย์ก่อนนี้ ได้มีโอกาสได้ทำงานกับคุณจั๋งอีกครั้ง แม้เวลาผ่านไปกว่า 365 วัน เขาก็ยังคงตามหาเจ้าเครื่องดนตรีที่ว่าอยู่ คุยกันไปคุยกันมา เมื่อผมจำได้ว่าเคยจดชื่อไว้ แต่ทำหายไป เลยรู้สึกผิดที่ไม่ได้ช่วยดูให้ตามที่ขอ เลยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไป พร้อมเปิด laptop แล้วหาข้อมูลกันทันที พอได้เห็นใน Youtube แล้ว ทุกคนในห้องอัดเสียงถึงกับตะลึงงึงงันในรูปลักษณ์ดั่งจานผี ที่ดูช่างขัดกับความไพเราะขั้นสวรรค์ชั้นเจ็ดของมัน พอเสียงไหลเข้าหูได้ไม่นาน ผมรีบหาข้อมูลเพิ่มทันที เพราะอยากได้บ้าง แต่หลายชั่วโมงผ่านไป ผมก็ไม่ต่างกับคุณจั๋ง ที่ตามหามันมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เจอเบาะแส มี
เพียงร่องรอยลาง ๆ กับความหวังริบหรี่เท่านั้นเอง
เจ้า เครื่องดนตรีนี้มีชื่อว่า Hang เป็นเครื่องดนตรีคล้าย kettle drum แต่ไม่ใช่ เพราะแทนที่จะเป็นกระทะ แต่กลับมีรูปร่างเหมือนเอากระทะ 2 อันมาประกบกัน แล้วมีปุ่มนูนออกมาตามจุดต่าง ๆ สำหรับใช้ฝ่ามือตีลงไป ลักษณะสุ้มเสียงที่ออกมาจากมัน ไม่เหมือนอะไรที่เคยได้ยินมาก่อน เพราะเมื่อตีลงไป เสียงที่ได้ยินคือ ระฆัง กลอง กระดิ่ง รวมกันอย่างละมุนละไมหู หากไม่รู้ที่มาของเสียง อาจคิดว่าเป็นเสียงจาก synthesizer ไม่น่าเชื่อว่าเจ้า Hang นี่ จะสร้างเสียงอันกลมกล่อมอย่างนี้ออกมาได้ คุณจั๋งบอกว่าฟังแล้วเหมือนเสียงจากสวรรค์ และผมก็เห็นเช่นนั้นเหมือนกัน (ท่านผู้อ่านลองไปหาฟังได้ใน Youtube ครับ)
เท่าที่ผม research เจอ เจ้าเครื่องดนตรีนี้ ผลิตโดยบริษัท PANArt แห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยคนดนตรีนามว่า Felix Rohner and Sabina Schmrer เพียงแค่ 2 คนเท่านั้นเอง ทั้ง 2 คนนับเป็นเซียนเครื่องเคาะโดยแท้ หลังจากพวกเขาพัฒนา Hang รุ่นแรก ที่เวลาตีต้องเอาวางไว้บนตัก ให้ผู้คนสร้างเสียงสวรรค์กันไปหลายต่อหลายราย พวกเขาก็พัฒนารุ่นสองขึ้นมา โดยคราวนี้วางตำแหน่งคล้าย ๆ ฉาบ ดูแปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง Hang แต่ละอันผลิตโดยพวกเขาทั้งสองเอง โดยเอาฆ้อนตีจนได้เสียงเสนาะถูกใจ แถมมีให้เลือกหลายโทนเสียง
หลังจากทำมาได้ 4,000 กว่าเครื่อง พวกเขาก็ถึงจุดอิ่มตัว ข่าววงในแจ้งว่าพวกเขาไม่ได้พักผ่อนมาเป็นเวลานาน เพราะมัวแต่สร้าง Hang มาตลอด จนไม่มีเวลาไปพัฒนารุ่นใหม่หรือทำอย่างอื่น เลยถึงคราวที่ต้องปิดเว็บไซต์ลงเป็นการถาวร คงเหลือไว้แต่อีเมล์สำหรับให้ลูกค้าเก่าติดต่อสอบถามเรื่องการซ่อม ส่วนใครอยากจะสั่งทำ ตอนนี้ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาไฟฟูจิ เพราะการจะสั่งทำ Hang ในปัจจุบันนั้น จะต้อง
ดั้นด้นเดินทางไปคุย กับคนทำเองที่สวิตเซอร์แลนด์ และอย่าเพิ่งคิดว่าใครจะไปเคาะประตูบ้านเขาได้ง่าย ๆ การจะไปเจอเขา ต้องส่งจดหมายไปนัดก่อน โดยจดหมายบางฉบับเท่านั้น ที่จะถูกเลือกโดย 2 ผู้ผลิต ยากเย็นวุ่นวายเหลือคณานับ จนหลายคนเลิกคิดที่จะส่งจดหมาย
ส่วน ทางด้านมือสอง ราคาคิดเป็นเงินไทย ตอนนี้สูงลิบลิ่วไปกว่า 300,000 บาทแล้ว แถมหาไม่ได้ง่าย ๆ อีกต่างหาก เรียกว่าถ้าใครมีนอกจากจะเล่นเพลงสำเนียงสวรรค์ได้แล้ว ยังเป็นเทพอีกด้วย เพราะมีคนอีกเป็นล้านที่อยากได้เจ้า Hang นี้
และนี่คืออีกหนึ่ง เครื่องดนตรี ที่ผมคงไม่มีวันได้สัมผัส เพราะหนทางการได้มาซึ่งเจ้าเครื่องดนตรี Hang นี้ มันไม่ง่ายเอาเสียเลย ผู้ผลิตก็ไม่ใช่บริษัทใหญ่โตอะไร แถมคนอื่นก็ไม่ทราบวิธีทำมันอีก จากนี้ไปหากไม่มีการผลิตอย่างแพร่หลาย มันคงกลายเป็นตำนานเล่าขานสืบไป ว่าสมัยหนึ่งเคยมีเครื่องดนตรีประหลาดจากสวิสชื่อว่า Hang ที่ไม่ได้หาง่ายเหมือนเครื่องดื่ม Hang บ้านเรา จนทำให้ผู้เขียนฟั่นเฟือนจนต้องปีนขึ้นเขาไปตะโกนว่า “Hang จ๋ามาหานะเธอ”
(หน้าพิเศษ D-Life)
หน้า 14
โตน โซฟา โปรดิวเซอร์หนุ่มครบวงจร ผู้ทำงานเพลงปีละ 365 วัน
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4184 ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์ SOUND Delicious
โดย อัษฎา อาทรไผท
![]() |
กว่า 3 ปีที่ได้เขียนคอลัมน์นี้มา นับได้ประมาณเกือบ 100 ตอน นำเสนอเรื่องราวดนตรี ศิลปะ อาหาร มารยาทความเป็นคน และอื่น ๆ มามากมาย แต่ยังไม่เคยกล่าวถึงคนดนตรีที่อยู่เบื้องหลังงานเพลงเลยสักครั้ง คราวนี้สบโอกาสที่ผมไปได้ยินผลงานเพลงล่าสุดของลุลา ศิลปินสาวชื่อดังเสียงมีแคแร็กเตอร์ระหว่างทำงานในห้องอัด แว่วเสียงดนตรีบอสซ่าที่ปรุงแต่งออกมาได้ซาวนด์แบบญี่ปุ่น ฟังดูมีคุณภาพกว่าเพลงไทยทั่วไป แค่ได้ยินท่อนอินโทรก็ต้องหันไปถามว่านี่มันเพลงใครกัน และใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง ที่แท้ใช่ใครที่ไหนคุณจักรธร ขจรไชยกูล หรือที่คนรักเพลงรู้จักกันดีในนาม “โตน โซฟา” นั่นเอง
จริงอยู่ว่า นับตั้งแต่วันแรกที่เขาโผล่เข้ามาในแวดวงเพลงไทยจนปัจจุบัน เวลาเพิ่งผ่านไปได้แค่ 10 ปีเท่านั้น แต่ผลงานของเขานั้นนับว่าไม่ธรรมดาเลย ชนิดที่โปรดิวเซอร์เก่า ๆ บางคนยังทำได้ไม่ดี ไม่เด่น ไม่ดัง เท่าเขา เพราะโตนเป็นทั้งศิลปินที่มีความสามารถบนเวทีสูง เป็นนักแต่งเพลงที่ฝีปากกาไม่ธรรมดา ในขณะเดียวกันก็เป็นโปรดิวเซอร์ที่มีวิสัยทัศน์ไกล เรียกว่าเรื่องเพลงเขาไม่เป็นรองใครแน่นอน แถมล่าสุดเขายังศึกษาด้านธุรกิจเพิ่มเติมเพื่อนำมาประยุกต์ให้ทำงานออกมาตอบ สนองตลาดเพลงไทยที่แข่งขันค่อนข้างรุนแรงได้ตรงจุดยิ่งขึ้น
เริ่ม เข้าวงการตั้งแต่ร้องเพลงประกอบละคร และต่อมาฟอร์มวงพิกซิล ภายใต้ค่ายเบเกอรี่มิวสิค ที่ในยุคนั้นเป็นค่ายเดียวที่ผลิตแต่คนดนตรีคุณภาพออกมา จากนั้นเขาไปร่วมกับคนดนตรีไฟแรงในยุคนั้น (2544) ทำอัลบั้ม Two Days ago Kids ออกมา ซึ่งจนถึงวันนี้งานชุดนั้นนับเป็นหนึ่งในงานเพลงอมตะของคนรุ่นใหม่ จากนั้นเขามาตั้งวงโซฟากับไบรอัน หนึ่งในสมาชิกวงเก่าของเขา หลังจากนั้นก็ได้ย้ายไปอยู่สังกัดจีนี่ เรคคอร์ดสของแกรมมี่ฯ โดยผลงานระดับห้าดาวจากโซฟาที่เป็นเพลงจากปลายปากกาและเส้นเสียงของโตนคือ เพลง เรื่องมหัศจรรย์ ที่เป็นอีกเพลงหนึ่งที่อีกหลายสิบปีก็จะยังมีคนร้อง เป็นเพลงอมตะในอนาคต ซึ่งนับตั้งแต่ที่เขาออกเวอร์ชั่นแรกไปก็มีการหยิบเพลงนี้มาทำใหม่หลายครั้ง หลายหน และทุกครั้งก็ได้รับการตอบรับที่ดีเสมอมา หลังจากนั้นเขาผันตัวจากหน้าเวทีไปยืนอยู่หลังเวที โดยการแต่งเพลงให้ศิลปินมากมาย และรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ดูแลการผลิตให้ศิลปินมากมายประสบความสำเร็จไป ตาม ๆ กัน
เมื่อติดตามงานของเขาแล้วข้อสังเกตอันเด่นชัด คือ โตนจะเลือกโปรดิวซ์ให้ศิลปินคุณภาพทั้งนั้น ไม่มีแนวฉาบฉวยตามกระแสเลย เขาจะเป็นคนสร้างกระแสเองเสียทุกครั้ง เพราะเขาบอกว่าเขาชอบที่จะเลือกทำงานกับศิลปินที่มีความชัดเจน เป็นตัวของตัวเองสูง ซึ่งมักจะทำให้ประสบความสำเร็จง่ายกว่าแนวตามกระแส โดยศิลปินที่เขาร่วมสร้างสรรค์งานที่โด่งดังระดับติดชาร์ตทั้งอินดี้และเมน สตรีมประกอบด้วย ลุลา (ตุ๊กตาหน้ารถ), Blissonic (เจ้าหญิงคนต่อไป), คริสติน, Groove Rider, Project H, พรู, Triumph Kingdom, นีซ, Mola mola Sunshine ! และ กรุงเทพมาราธอน ล่าสุดก็กำลังจะส่งศิลปินดี ๆ ออกมาสู่กระแสเพลงไทยอีกหลายราย มีทั้งเป็นวง ทั้งศิลปินเดี่ยว ทั้งหมดล้วนแหวกแนวและน่าสนใจทั้งสิ้น
ทำงานเพลงเก่งกาจจนเรียกได้ ว่าเป็นโปรดิวเซอร์แถวหน้าของแกรมมี่ฯไปแล้ว เชื่อหรือไม่ว่าเขาไม่ได้ร่ำเรียนทางด้านดนตรีตามที่คนดนตรีวัยเดียวกันมัก จะเป็น เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านปรัชญา เอกศาสนา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนี่น่าจะมีส่วนทำให้มุมมองในการทำเพลงของเขาแตกต่างไปจากคนอื่น นอกจากงานเพลงแล้วเขายังฝากเสียงเอาไว้ในสปอตโฆษณาหลายต่อหลายเรื่อง เขาเขียนหนังสือพ็อกเกตบุ๊กออกมา 3 เล่ม ทั้งแนวปรัชญา เรื่องสั้น นิยาย และยังเป็น ดีเจ.แห่งคลื่น Chill FM ด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง
กลับมา ที่งานล่าสุดของเขา นั่นคืออัลบั้มใหม่ของลุลา ซึ่งตอนนี้ได้ปล่อยเพลงแรกออกมาแล้วชื่อว่า ราตรีนี้…(ยังอีกแสนไกล) ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเขา และไม่ได้รู้จักลุลาเป็นการส่วนตัว แต่ขอบอกว่านี่คืองานช้างของดนตรี Bossanova ไทย ที่ฟังแล้วได้ความรู้สึก
อลังการ เท่ และสวยงาม จนต้องนำมาแนะนำให้หามาฟังกัน และเครดิตทั้งหมดของงานชุดนี้ผมคิดว่า 90% อยู่ที่หนุ่มดนตรีมากความสามารถ หลากลีลาที่ชื่อ โตน จักรธร ขจรชัยกูล คนนี้เอง ชอบเพลงไหนลองอ่านที่เครดิต เพลงดี ๆ มักมีชื่อเขาอยู่ทั้งนั้นครับ ผมเอาหัวเป็นประกัน
(หน้าพิเศษ D-Life)
หน้า 14
Jake Shimabukuro โคตรเซียนอูคูเลเล่ ที่อยากให้คุณรู้จัก
วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4180 ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์ SOUND Delicious
โดย อัษฎา อาทรไผท
![]() |
หาก ท่านได้ติดตามอ่านคอลัมน์ของผมมาโดยตลอด จะพบว่าผมชอบเขียนเลียบ ๆ เคียง ๆ เกี่ยวกับเจ้าเครื่องสายขนาดจิ๋วหน้าตาคล้ายกีตาร์ ที่คนฮาวายเรียกนามมันว่า
อูคูเลเล่ (หรือเรียกแบบอเมริกันว่า ยูคะเลลี่) คราวนี้ถึงคราวที่ผมจะนำเสนอศิลปินตัวพ่อของ Ukulele กันเสียที
เขา ผู้นั้นหาใช่ผู้เฒ่าที่คร่ำหวอดในวงการมานานหลายทศวรรษ หากแต่เป็นชายหนุ่มชาวฮาวายเชื้อสายญี่ปุ่นวัย 30 ต้น ๆ ที่ชื่อ Jake Shimabukuro เซียนท่านเกิดมาพร้อมลีลาการเล่นอูคูเลเล่ชั้นเทพ เขาเริ่มจับมันมาสตรัมคอร์ดตั้งแต่อายุได้เพียง 4 ขวบ พออายุเข้าวัยรุ่นฝีมือก็ถึงขั้นตั๊กม้อจนใคร ๆ ก็ยอมให้เขาเป็นอัจฉริยะในเครื่องดนตรีนี้ตั้งแต่เขายังหนุ่ม ด้วยลีลาการเล่นสะกดสายตา และเทคนิคการใช้นิ้วว่องไวปานสายฟ้าฟาด แต่นุ่มนวลดุจปุยเมฆ
แม้เขาจะเล่นอูคูเลเล่ เครื่องดนตรีประจำเกาะฮาวาย แต่อย่าเพิ่งคิดว่าแนวเพลงที่เล่นจะออกมาแนวอะโลฮ่า เพราะพี่ Jake เขาจับเอาเจ้าสี่สายตัวน้อยนี้มากรีดกรายสายเอ็น ส่งความสั่นสะเทือนสู่ไม้ Koa เปล่งเสียงออกมาเป็นเพลงร่วมสมัยอิงแนว pop, rock และ jazz ที่อาจจะฟังมันส์กว่าของเดิมอีกด้วยซ้ำไป เพลงของเขาจะมีทั้งเพลงที่แต่งขึ้นใหม่เอง และเพลงคัพเวอร์ที่นำเพลงดัง ๆ มาเล่นในสไตล์ของเขา ซึ่งทุกเพลงจะเสนอในรูปแบบเพลงบรรเลงทั้งสิ้น ใครฟังก็ชอบใจเพราะเสียงเล็ก ๆ ของอูคูเลเล่ในขณะที่มันแหลมบาดอารมณ์ในเพลงเศร้า มันยังเร้าใจในเพลงคึกคักและละมุนหวานในเพลงซึ้ง เรียกว่าเล่นอะไรก็ไพเราะเสนาะหูไป
เสียหมด
เขาคนนี้เองเป็น หนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ทำให้เจ้าอูคูเลเล่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหลัง จากที่มันเคยบูมในช่วง ค.ศ. 1920 และมาซาไปในช่วง 1960″s เนื่องจากกีตาร์มาแทนที่ แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้วเพราะชั่วโมงนี้ผู้คนหันกลับมาสนใจเจ้าตัวจิ๋วนี้อีก หน ต้องขอบคุณ Jake และศิลปินรุ่นใหม่ที่จับ
อูคูเลเล่มาบรรเลงแบบแอดวานซ์ ในขณะที่ยังทำให้งานฟังติดหูง่าย ๆ ผิดกับสมัยก่อนที่มักเอามาตีคอร์ดประกอบ
เฉย ๆ ไม่โดดเด่นนัก หรืออาจจะมีการเล่นซับซ้อนในดนตรีประเภทที่ฟังยาก ๆ ไม่ติดตลาดจนทำให้มันหายไปจากวงการดนตรี 3 ทศวรรษ
สำหรับ เส้นทางสายดนตรีคร่าว ๆ ของ Jake Shimabukuro คือเขาเริ่มตั้งแต่อายุ 4 ขวบ พอเข้าวัยรุ่นเขาไปทำงานพิเศษที่ร้านขายอูคูเลเล่ และร่วมกันกับเพื่อน ๆ ตั้งวงดนตรีชื่อ Pure Heart ขึ้น ไม่นานวงดนตรีนี้ก็โด่งดังในฮาวายจนได้รับรางวัลไปมากมาย รวมทั้ง Na Hoku Hanohano Awards ที่เปรียบเสมือน Grammy Awards ของฮาวาย Pure Hear มีงานออกมา 2 ชุด ทั้ง 2 ชุดได้รางวัลนี้เหมือนกันหมด แต่ต่อมาเขาก็มีอันต้องออกมาตั้งวงดนตรีใหม่ เพราะมือกีตาร์ลาออกจากวง เหลือแต่เขากับมือ
เพอร์คัสชั่น เลยหาสมาชิกใหม่มาเพิ่มแล้วตั้งชื่อวงใหม่ว่า Colon และเช่นเคยงานชุดนี้ก็ได้รับรางวัลสูงสุดของฮาวายอีกครั้ง ขณะเดียวกัน Jake ก็ตัดสินใจออกมาลุยเดี่ยวเป็นศิลปินอูคูเลเล่โซโลในปี 2001 แถมยังเป็นคนแรก ๆ ที่เอา
อูคูเลเล่มาใช้กับเอฟเฟ็กต์กีตาร์ ให้เสียงแปลกแหวกแนวน่าหลงใหลไปอีกแบบ พาให้ผู้คนคอยติดตามงานเพลงของหนุ่มคนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นชื่อเสียงของ Jake ก็ไม่ได้ดังอยู่แต่ในฮาวาย แต่งานของเขาเริ่มออกมาให้คนในวงกว้างกว่าเก่าสดับ เขาก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และทวีมากขึ้นทุกวินาที ในปี 2006 เขาได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Hula Girls และซาวนด์แทร็กจากหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้ความนิยมในอูคูเลเล่กระจายครอบคลุมไปทั่วปฐพี
Jake มีงานเดี่ยวออกมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2001 ถึง 7 ชุดด้วยกัน น่าฟังเหมือนกันทุกชุด มีคนเคยเอาแผ่นมาแนะนำผมแล้วบอกว่าเป็นเพลงบรรเลงกีตาร์ ผมต้องรีบแก้ข่าว บอกเขาไปว่านี่ไม่ใช่กีตาร์ แต่เป็นอูคูเลเล่ ยังมีอีกหลายท่านที่พอเห็นอูคูเลเล่แล้วถามผมว่า “นี่มันของเล่นไม่ใช่หรือ” ผมเลยต้องรีบบอกกลับไปว่า “ไปฟัง Jake Shimabukuro ก่อน” แล้วจะรู้ว่านี่มันของจริงชัด ๆ หาใช่ของเล่นไม่
ป.ล.ท่านใดสนใจฟัง คิดว่าในประเทศไทยคงหายาก แนะนำให้ลองฟังใน youtube ไปก่อน หากชอบค่อยสั่งของจริงมาประดับหู
(หน้าพิเศษ D-Life)
หน้า 14
Jason Mraz’s Beautiful Mess-Live on Earth การกลับมาอีกครั้งของบทเพลงเก๋าบทเก่าในรูปแบบใหม่
| วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4176 ประชาชาติธุรกิจ
โดย อัษฎา อาทรไผท
เมื่อ ปีที่แล้วผมได้สดับรับฟังเพลงของ Jason Mraz หนุ่มอเมริกันเชื้อสายเช็กคนนี้โดยบังเอิญในสตูดิโอบันทึกเสียง ตอนนั้นผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่า พอดีในห้องอัดมีศิลปินสยามรายหนึ่งใช้เพลงของพี่ Jason เป็นแบบแผน แล้วทำเพลงออกมาให้ได้กลิ่นคล้าย ๆ กัน ซึ่งในที่สุดเขาก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ไม่ได้เรียกว่าก๊อปนะครับ เพราะหากไม่บอกก็คงไม่มีใครนึกว่ามีต้นแบบมาจากใคร แต่หากบอกแล้วตั้งหูจับผิด ก็อาจจะพอจับคู่ได้คลับคล้ายคลับคลาบางเพลงของ Jason Mraz เขา แต่ที่ฟังแล้วรู้อย่างโจ่งแจ้งน่าจะเป็นศิลปินสยาม ชื่อดังอีกท่านที่เลือกโคลนนิ่งบางช่วงของเพลงที่ไม่ดังมากของ Jason Mraz มาใส่ในเพลงฮิตของตน จะยืนฟัง นั่งฟัง นอนฟัง หลับตาฟัง ตีลังกาฟังอย่างไรก็ทราบได้เลยว่าหยิบยืมมาแบบโจ๋งครึ่มครับ แต่ก็ยังดีที่แฟนเพลงที่ฟังงานของศิลปินท่านนี้เป็นคนละแนวกับคนที่ฟัง Jason Mraz เลยไม่ค่อยมีการพูดถึงกันนัก ที่น่าแปลกใจคือ ทำไมค่ายใหญ่ ๆ ที่ว่าทำเพลงคุณภาพนักหนาถึงปล่อยงานแบบนี้ออกมา นี่อาจจะเป็นการก๊อปข้ามค่าย อาจเป็นเรื่องใหญ่ระดับฟ้องร้องเลยก็ได้หากฝรั่งเขาเห็นความสำคัญตลาดเพลง ไทย ที่สาธยายมาข้างต้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหัวข้อเรื่องเลย มาเข้าเรื่องกันครับ คราวนี้ก็ไม่ต่างจากครั้งที่แล้วนัก ผมบังเอิญไปพบเข้ากับซีดีชุดใหม่ของ Jason Mraz โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยคราวนี้ไปเดินอยู่ที่สยามพารากอนแล้วเหลือบไปเห็นคนเดินถือผ่านมา เลยมีอันต้องตรงดิ่งไปที่ร้านซีดีทันที แล้วก็ได้ความว่าอัลบั้มชุดนี้หาใช่งานชุดใหม่ไม่ มันคืออัลบั้มบันทึกการแสดงสดของเขาที่ Chicago นั่นเอง โดยคอนเซ็ปต์ยังคงเหมือนคราวที่แล้ว มีแผ่นซีดี 1 แผ่น พร้อมดีวีดีอีกแผ่น เรียกว่ามีให้ทั้งฟัง ทั้งดูเลยทีเดียว ใครเป็นแฟนเพลงคงจะอิ่มหนำสำราญหู เพลง ในซีดีเป็นเพลงจากผลงานที่ผ่านมาของเขา ในเวอร์ชั่นที่ได้รับการเรียบเรียงใหม่ ได้อรรถรสดีไปอีกแบบ ที่ขาดไม่ได้คือเสียงบรรยากาศของการแสดงสดที่มีทั้งเสียงกรี๊ด เสียงปรบมือ และเสียงเชียร์ เคล้าไปกับเสียงดนตรี ที่เวลาเล่นสดกันมักจะฟังได้รายละเอียดมากกว่าในแทร็กที่ฟังในสตูดิโอ อัลบั้ม ที่น่าสนใจอีกอย่าง คือมีเพลงบรรเลงชื่อ Copchase ที่เปิดโอกาสให้มือเป่าคู่ใจของ Jason Mraz ทั้ง 3 ได้ออกมาโชว์ลวดลายการสังเคราะห์ลมให้เป็นดนตรีผ่านทรัมเป็ต ทรอมโบน และแซกโซโฟน ออกมาได้อย่างเมามันส์ ส่วนเพลงของ Jason Mraz เองก็เล่นออกมาได้แจ่มไปหมดทุกเพลง แต่ที่อยากให้จับหูฟัง คือเพลง Coyotes ที่เขานำมาเรียบเรียงใหม่ ได้จับจิตจับใจเหลือเกิน เพราะในเวอร์ชั่นจริง มันคือเพลงเร็วมันส์ ๆ เพลงหนึ่ง แต่คราวนี้เขาเอามานำเสนอในรูปแบบเนิบ ๆ แต่แฝงไว้ด้วยจังหวะหนึบ ๆ และความมันส์จากเครื่องเป่า ที่น่าสนใจมากคือช่วงหนึ่งของเพลง Jason Mraz ใส่ลูกเล่นล้อการร้องเพลงแบบ opera เข้าไปด้วย เพิ่มเสน่ห์ในการฟังเพลงสดได้ดั่งใจจริง ๆ อีกเพลงที่ไม่ได้ฉีกแนวเดิมไป แต่ฟังแล้วละมุนหูน่าจะเป็น Live High ที่เล่นแบบในซีดีเลย แต่ในการเล่นสดนี้จะได้ยินเสียงประสาน เสียงกีตาร์เคล้าคลอชัดเจนขึ้น แถมมีการเป่าเครื่องทองเหลืองเพี้ยนหน่อย ๆ ในช่วงโซโล ตามด้วยเสียงเบส หลุด ๆ เล็กน้อย ที่ทำให้ได้เสพบรรยากาศความสดครบทุกอณูจริง ๆ นอกจากนั้น เพลง Butterfly และ I”m Yours ก็บรรเลงออกมาได้น่าจดจำ จนจำเป็นต้องตั้งหน้าตั้งตาภาวนา ให้ใครช่วยเชิญ Jason Mraz มาเล่นสดที่บ้านเราสักที ทัวร์คราวที่ แล้วเขาเฉียดบ้านเราไปแล้ว คาดว่าอัลบั้มนี้คงไม่มีการมาแสดงสดแถว ๆ นี้อีกแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าในผลงานชุดต่อไป บ้านเมืองไทยคงน่าอภิรมย์พอที่จะทำให้เขาสนใจจะมาเสี่ยงเล่นคอนเสิร์ตที่นี่ บ้าง แต่กว่าจะถึงวันนั้น แฟน Jason Mraz เอาอัลบั้ม Beautiful Mess-Live on Earth มาฟัง มาชม แก้ขัดไปพลาง ๆ ก่อนครับ รับประกันความเพลิดเพลินให้ 4 ดาวครึ่ง ที่ไม่ให้อีกครึ่งเพราะเพลงในซีดี มีน้อยกว่าเพลงใน ดีวีดี เวลาฟังในรถแล้วไม่ครบเครื่อง แต่ถ้าใครมีเครื่องเล่นดีวีดีในรถ อย่าดูเพลินจนลืมขับรถนะคร้าบ หน้า 14 |
วงเซอร์สุดเท่ จากสำนัก Jack Johnson “Animal Liberation Orchestra” (ALO)
วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4172 ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์ SOUND Delicious
โดย อัษฎา อาทรไผท
![]() |
สวัสดี ปีใหม่ครับ ปีนี้ผมขอมอบของขวัญ เป็นเพลงดี ๆ ที่หลายท่านน่าจะยังไม่รู้จัก เพราะเมืองไทยน่าจะยังไม่มีใครนำเข้ามาขายอย่างเป็นทางการ หรือหากมีคงไม่ได้โปรโมตอะไร เนื่องจากวงดนตรีวงนี้ ยังมีลักษณะกึ่งอินดี้กึ่งบนดินอยู่ คุณ
ผู้อ่านได้ยินชื่อวงที่มีคำ ว่า orchestra แบบนี้ อย่าเพิ่งนึกไปว่าเป็นศิลปินเพลงแนวคลาสสิกนะครับ นี่คือวงดนตรีร่วมสมัยสุดเซอร์ ที่ใช้กลอง กีตาร์ เบส คีย์บอร์ด และอูคูลีลี่ บรรเลงเพลงเท่ ๆ ฟังแล้วมีความสุข เหมาะกับเทศกาลฉลองปีใหม่ ที่อะไร ๆ ก็ดูดีไปเสียหมด
ที่มาที่ไปของวงดนตรีวงนี้ มาจากมิตรภาพล้วน ๆ เริ่มต้นแล้ววงดนตรีวงนี้ประกอบด้วย Zach Gill (Keyboards/Vocals), Steve Adams (Bass Guitar/Vocals), Dan Lebowitz (Guitars/Percussion/Vocals) and Matt West (Drums/Vocals) โดยทุกคน เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนไฮสกูลที่เมือง Saratogaมลรัฐ California จากนั้นมือคีย์บอร์ด Zach Gill ได้มีโอกาสไปเรียนระดับมหาวิทยาลัยพร้อมกับ Jack Johnson ศิลปินชื่อดัง และกลายเป็นเพื่อนรักกัน จนได้รับการชักชวนให้มาเล่นเป็นมือคีย์บอร์ดแบ็กอัพในทัวร์คอนเสิร์ตต่าง ๆ ของเขา หลังจากเล่นไปเล่นมาบรรดาได้สักระยะ Zach ก็ได้ชักชวนเพื่อน ๆ ร่วมก็วนดนตรีมาสู่อ้อมอกของ Jack Johnson กันหมด และได้เซ็นสัญญากับค่าย Firefly Records ของ Jack Johnson ไปในที่สุด และระยะหลัง ๆ มานี้ เวลาที่ ALO มีการแสดงสด Jack Johnson ก็มักมาปรากฏตัว พร้อมร้องเพลงของเขา โดยไม่ได้แจ้งไว้ในรายการแสดงอยู่บ่อย ๆ ทำให้ใคร ๆ ก็ทราบกันว่า ALO กับ Jack Johnson นั้นเป็นพันธมิตรกันอย่างชัดเจน ด้วยแนวเพลง และวิธีการนำเสนอ ที่หากใครชอบวงหนึ่ง ก็น่าจะนิยมอีกวงได้ไม่ยากเย็น
ล่าสุด งานของวง ALO คลอดออกมาแล้วถึงสองชุดด้วยกัน แต่ที่ผมจะมาแนะนำในคราวนี้คืองานจากชุดแรก “Rose & Clover” โดยงานชุดนี้ พวกเขาได้กลั่นกรองแนวเพลงจากที่เคยเป็นแนวทดลองของเด็กมหา”ลัย ให้เป็นแนวที่เสพได้ง่ายขึ้น แต่ถึงจะทำให้เพลงฟังง่ายขึ้น ทีมงานก็ยังมิวายทำเบื้องหลังให้ไม่ธรรมดา พวกเขาคัดเลือกเพลงที่จะเอามาใส่ในอัลบั้มนี้จากเพลงทั้งสิ้น 40 กว่าเพลง ให้เหลือเพียง 10 เพลง จากนั้นพากันไปบันทึกเสียงในโรงนาแถว ๆ เชิงเขา Santa Babara ให้ได้อารมณ์เซอร์เต็มพิกัด พอกลางปี 2007 งานก็คลอดออกมา พร้อมมิวสิกวิดีโอแนวไม่ซ้ำใคร ที่ทำออกมาสำหรับ youtube โดยเฉพาะ เพราะไม่มีให้ชมที่อื่นอีกแล้ว แต่นี่คือแผนการตลาดที่คมคาย เพราะแฟนสามารถหา mv ดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องง้อทีวีช่องไหนเลย
สำหรับ เพลงที่อยากให้ลองฟังกัน คือเพลง “Plastic Bubble” จากอัลบั้มชุดแรกที่ผมกล่าวถึงเมื่อข้างต้น เพลงเป็นแนวสนุกสนาน เน้นความใสในความรุงรัง จังหวะไม่เร็วมาก แต่ฟังแล้วฮอร์โมนแห่งความปีติจะหลั่งออกมา ยิ่งถ้าใครหลงเสน่ห์ของ อูคูลีลี่ (ukulele) เครื่องดนตรีจิ๋วสี่สายจากฮาวายแล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาดการสดับเพลงหฤหรรษ์เพลงนี้ เพราะงานนี้ท่านพี่ Zach เขากระโดดจากตำแหน่งคีย์บอร์ด มาสับ อูคูลีลี่ ตั้งแต่ท่อนอินโทรต่อเนื่องไปตลอดเพลง ที่สำคัญเพลงนี้พี่แกร้องเองด้วย (วงนี้ทุกคนร้องหมด โดยจะสลับสับเปลี่ยนกันคนละเพลงสองเพลง) ส่วนมือกีตาร์ก็ใช่ย่อย มีท่อนโซโล่ที่ดูเหมือนจะเป็นการด้นสดไปเรื่อย ๆ แต่ฟังดูน่าติดตามดีแท้ แถวเวลาดูในการเล่นสด พี่แกก็เล่นได้เหมือนที่ได้ยินในอัลบั้มเลย แสดงว่ามั่วได้เพราะแถมยังจำมาใช้ต่อได้อย่างแนบเนียน สมกับเป็นคนดนตรีตัวจริง ๆ สรุปแล้วเพลงนี้ทำให้ฟังแล้วอารมณ์ดี
ส่วน ความหมายของเพลง สำหรับคนที่ไม่ได้อัพยาฟังอย่างผม พอจะตีความได้ว่า เขากล่าวถึงการมีชีวิตอยู่ในโลกอันสับสนวุ่นวาย ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่คาดไม่ถึง และข้อขัดแย้งต่าง ๆ นานา ซึ่งบางครั้งมันก็ทำให้เศร้า แต่นั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมการมีชีวิตอยู่มันถึงได้สนุกสนานอย่างนี้ ฟังแล้วงง แต่พอเข้าใจได้ครับ
ผู้แต่งเพลงเขาล้ำลึกมาก นี่หากเอางานดี ๆ แบบนี้ไปให้เป็นค่ายเพลงไทย ท่านพี่คนที่พิจารณางานเพลง คงไม่มีวันให้ออก
ผลงาน หารู้ไม่ว่านี่แหละคือศิลปะ ที่วงการเพลงไทยควรหามาประดับวงการเสียบ้างครับ
ปี ใหม่นี้ ALO คงเป็นของขวัญ ที่ช่วยให้คอเพลงหามาฟังกันอย่างสุขสมนะครับ ผมแนะนำให้เข้า youtube จะหาได้เร็วที่สุด ถ้าหากติดใจ ค่อยไปเสาะหากันตามที่ต่าง ๆ ต่อครับ
(หน้าพิเศษ D-Life)
หน้า 14







มาดูแล้วอยากมีส่วนร่วม