Mola mola Sunshine!

คนเขียนเพลงครื้นเครงถึงหนังสือสื่อไปถึงหนังสือพิมพ์

Pickup กีตาร์ เรื่องไม่ควรรู้ ที่น่ารู้ ! ธันวาคม 10, 2009

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 5:46 pm

วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4160  ประชาชาติธุรกิจ


คอลัมน์ SOUND Delicious

โดย อัษฎา อาทรไผท

ผม ร่ายเกี่ยวกับเรื่องเครื่องดนตรีในคอลัมน์นี้มาหลายครั้งหลายหน และมีผู้อ่านหลายท่านมาทักและบอกว่าให้เขียนเรื่องแนวนี้ เพราะนอกจากได้อัพเดตเรื่องธุรกิจแล้ว บางครั้งยังมีเรื่องเกี่ยวกับอุปกรณ์กีตาร์ที่ไม่ค่อยมีให้อ่านที่ไหนมาป้อน เป็นอาหารสมองให้ด้วย คราวนี้เลยขอหยิบเรื่องราวแนวนี้มาเล่าสู่กันฟังอีกหน ท่านที่ไม่ได้เล่นกีตาร์อ่านแล้วได้ความรู้แปลก ๆ ใหม่ ๆ เผื่อท่านได้คุยกับลูกชายวัยรุ่นที่กำลังเล่นกีตาร์ จะได้แสดงความเก๋าให้เขาเห็น ส่วนท่านนักธุรกิจที่เป็นคอกีตาร์ก็จะได้ข้อมูลเพิ่มเติมไปครับ โดยผมจะเล่าแบบกันเองนะครับ ไม่ขอเจาะลึกละเอียดอะไรมากครับ

วันนี้ จะขอว่าด้วยเรื่องปิกอัพกีตาร์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันก็คือตัวรับเสียงนั่นเอง หากไม่มีเจ้าอุปกรณ์นี้กีตาร์ก็ไม่ใช่กีตาร์ไฟฟ้า ดนตรีสมัยใหม่ก็จะไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น เพราะเจ้าปิกอัพนี่เองที่จับเอาคลื่นสั่นสะเทือนของสายกีตาร์แล้วแปลงเป็น สัญญาณไฟฟ้าที่สามารถนำไปขยายเสียงตลอดจนบันทึกได้ โครงสร้างของมันไม่มีอะไร

ซับซ้อน เขาเอาเส้นลวดทองแดงมาพันรอบแท่งแม่เหล็ก AlNiCo หลาย ๆ รอบ

สำหรับ กีตาร์ไฟฟ้าโดยหลักแล้วปิกอัพมี 2 ชนิด คือ single coil และ Humbucker ชนิดแรกขึ้นชื่อว่ามีเสียงฮัม (เสียงจี่รบกวน) นิยมใช้ในกีตาร์แนว fender โดยเฉพาะทรง Stratocaster และ Telecaster ส่วนชนิดหลังเขาทำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเสียงฮัม โดยใส่ตัว coil เข้าไป 2 อัน แล้วเชื่อมต่อขั้วแม่เหล็กคนละด้านกัน กีตาร์สมัยใหม่มักนิยมใช้ปิกอัพทั้ง 2 แบบนี้ร่วมกัน เช่น Humbucker ที่ตำแหน่ง bridge และ single coil ในตำแหน่ง mid และ neck ส่วนปิกอัพชนิดที่ 3 คือ Piezo ซึ่งมีไว้ใช้ใส่ในกีตาร์โปร่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นคนละศาสตร์ สุ้มเสียงแตกต่างไปอีกแบบ

มีหลายท่านที่กำลังจะ เลือก pickup ตัวใหม่แต่ไม่แน่ใจว่าเจ้าแม่เหล็ก AlNiCo ที่เขามีอยู่ 4 เบอร์ด้วยกันมันต่างกันอย่างไร เลยขอค้นคว้ามาเล่าให้ฟังครับ พอดีผมมีคัมภีร์ pickup เขียนโดย Dave Hunter เซียนกีตาร์คนหนึ่งในวงการกีตาร์โลก เขาได้กล่าวถึงเจ้าแม่เหล็กนี้ไว้ว่า…

แม่เหล็ก AlNiCo มีด้วยกัน 4 รุ่น เป็นเลขโรมันตามลำดับ II, III, IV และ V โดยตัวที่นิยมใช้กัน คือ II และ V ส่วน III และ IV ไม่ค่อยนิยมใช้กันนัก ส่วนใหญ่จะใช้โดยบรรดา boutique แบรนด์ที่ต้องการเน้นที่แคแร็กเตอร์ของแม่เหล็กมาก ๆ

AlNiCo ละรุ่นต่างกันที่ส่วนผสมของอัลลอยและความแรงของแม่เหล็ก โดยทั่วไป AlNiCo ประกอบด้วย aluminium 10%, nickel 18%, cobalt 12%, copper 6% และ iron 54% (บางชนิดยังมีส่วนผสมของ titanium และ/หรือ niobium อยู่ด้วย) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้จะเป็นรุ่นเดียวกันบางทีส่วนผสมก็ไม่เหมือนกันเสียที เดียว เช่น AlNiCo II ที่ผลิตคนละรอบจะมีส่วนผสมต่างกันเล็กน้อย

จริง ๆ แล้วแม่เหล็ก AlNiCo II, III, IV และ V

มี กำลังของคลื่นแม่เหล็กต่างกันเล็กน้อย นั่นหมายความว่า ความแตกต่างของเสียงก็ต่างกันไม่มากเช่นกัน แต่หากท่านจะต้องเลือกใช้แม่เหล็กรุ่นต่าง ๆ นี้ นี่คือสรรพคุณของแต่ละตัว

รุ่นที่กำลังอ่อนที่สุด คือ AlNiCo II ซึ่งให้เสียงหวาน (sweet) และเบา (soft) กว่ารุ่นอื่น ๆ เล็กน้อย

รุ่นต่อมา AlNiCo III ก็ยังอยู่ในข่ายเบา (soft) แต่เสียงยังหนากว่ารุ่น II เล็กน้อย

ส่วนรุ่น AlNiCo IV เห็นได้ชัดว่าสุ้มเสียงจะ punchy กว่า II และ III ย่านเสียงสูงจะพุ่งกว่า

และรุ่น AlNiCo V จะให้เสียงหนาสุด ชัดเจนสุด และ

แรงสุด

ย้ำ อีกทีว่าขอให้ทำความเข้าใจว่าความแตกต่างที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ต่างไปจากการพยายามเปรียบเทียบหมูหันระหว่างร้านเด็ดร้านหนึ่งกับร้าน เด็ดอีกร้านหนึ่งที่อร่อยเหมือนกัน มันอยู่ที่รสนิยม สรุปว่าความต่างด้านเสียงนั้นมี แต่มีไม่มาก และยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมายที่มีผลกระทบต่อเสียงของกีตาร์ เช่นรอบการพันลวดใน pickup, สายเคเบิล, ชนิดไม้, สายกีตาร์, แอมป์ ฯลฯ เลือกใช้ปิกอัพคราวหน้าอย่าลืมตัดหน้านี้พกไปด้วยนะครับ :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 14

 

Skykick Ranger มนต์เพลงเตะหูจากฟากฟ้า ธันวาคม 10, 2009

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 5:44 pm

วันที่ 07 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4164  ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ SOUND Delicious

โดย อัษฎา อาทรไผท

ศิลปิน ชื่อแปลกกลุ่มนี้ มีชื่ออยู่ในวงการเพลงมาได้สักสองสามปีแล้ว แต่ผมเพิ่งบังเอิญได้ยินเพลงของพวกเขาเมื่อไม่นานมานี้เอง จะว่าเชยก็อาจจะเป็นได้ เพราะจริง ๆ แล้ว พวกเขาออกอัลบั้มมาแล้วถึงสองชุดด้วยกัน โดยชุดแรกออกกับค่าย Salmon Record ค้นคว้าดู พบว่ามีเพลงฮิต เพลงดังอยู่หลายเพลง และได้เข้าชิงรางวัลสีสันอวอร์ดถึง 4 สาขาด้วยกัน นับว่าไม่ธรรมดาเลย ส่วนอัลบั้มชุดต่อมา ทำกับค่าย Blacksheep ในเครือ Sony Music และชุดหลังนี่เอง ที่ผมได้มีโอกาสแว่วเข้าหูแล้วติดใจ สมกับชื่อวง นั่นคือเสียงเสนาะมันลอยมาเตะหูเข้าอย่างจัง จนต้องไปสืบว่าใครคือเจ้าของเสียงดนตรีนี้กัน

พอทราบว่าที่ได้ยินคือเพลงของ Skykick Ranger ผมก็

ค่อน ข้างเซอร์ไพรส์ เพราะผมเห็นหน้าปกอัลบั้มซีดีของพวกเขามาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่คิดจะหยิบขึ้นมาลองฟัง และก็ไม่เคยได้ยินผลงานของพวกเขา แม้ว่าวงเขาจะดังก็ตาม เนื่องจากระยะหลังนี้ ผมเป็นคนหลังเขา ไม่ค่อยได้ไปแสวงหาบทเพลงใหม่ ๆ มาเติมปัญญาหูเหมือนที่เคยทำ (แต่ตอนนี้ผมกลับมาล่าเพลงเจ๋ง ๆ ฟังแล้ว เพราะท่าน บ.ก.แนะนำให้กลับมาเขียนเรื่องเพลงบ้าง หลังจากที่ผมแถไปสาธยายเรื่องสากกะเบือยันเรือรบเสียนาน)

ที่ว่า เห็นปกแต่ไม่หยิบนั้น เหตุผลคือดูจากหน้าปกและชื่อวงแล้ว นึกว่าเป็นงานเพลงตลก ๆ ประเภทฉาบฉวย เพราะชื่อวงก็เหมือนชื่อขบวนการยอดมนุษย์อะไรสักอย่าง ส่วนแอ็กชั่นของสมาชิกแต่ละท่านบนหน้าปกซีดี ก็ส่อแววทะเล้นขี้เล่นกันหมด คาดไม่ถึงว่าเนื้อในมันจะบรรจุเพลง pop ชั้นเยี่ยม ที่มีกลิ่น soul แนวโปรดของผม แถมมีเครื่องเป่ามาชูรสอีกต่างหาก จัดเป็นงานดนตรีที่น่าฟังมากอีกชุดหนึ่ง

สมาชิกล่าสุดของ Skykick Ranger ประกอบด้วย 1)

บู๊-วิศรุต เตชะวรงค์ (นักร้องนำ) เคยเป็นเบื้องหลัง แต่งเพลง

ดัง ๆ ให้คนอื่นมามากมาย 2) ทอง-กาจบัณฑิต สว่างคำ (กีตาร์) ที่ผ่านการเล่นในผับและเป็นมือปืนมาอย่างโชกโชน

3) กวาง-นิษฐานันท์ ไทยเจริญศรี (แซ็กโซโฟน) มือแซ็กสาวรุ่นใหม่ ที่เป็นขาประจำให้เบน ชลาทิศ 4) โน้ต-วีรฉัตร เปรมานนท์ (กลอง) มือกลองระดับประกวด ที่เคยไปคว้ารางวัลไกลถึงอเมริกามาแล้ว ค้นดูพบว่าสมาชิกทั้งหมดทุกคนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีมาทางด้านดนตรี จากความรู้ทางทฤษฎีดนตรีและประสบการณ์ชั่วโมงบินที่ไม่น้อยสำหรับวัยยี่สิบ กลาง ๆ ทำให้งานเพลงของพวกเขา ไม่ใช่ของเล่นเหมือนชื่อวง ดนตรีมีชั้นเชิง ชนิดที่ฟังแล้วก็พอทราบได้ว่า พวกเขาไม่ธรรมดา ต้องเป็นคนมีอาคมทางดนตรีเป็นแน่แท้

หลังจากที่ได้ยินและได้ทราบ ที่มาที่ไปของสมาชิกวง ทัศนคติของผมที่มีต่อ Skykick Ranger ก็เปลี่ยนไปในทางที่ดี จนต้องออกจากบ้านไปหาซื้อซีดีมาฟังทั้งชุด หลังจากฟังไปหลายรอบ ไม่ว่าจะบนรถ บนโซฟา บนลู่วิ่ง หรือเตียงนอน ผมพอจะสรุปเอาเองได้ว่า พวกเขาคงรักสนุกกันมาก มีความเด็กอยู่ในตัวสูง แม้จะทำเพลงได้เจ๋งจัด ชนิดเอาไปขายผู้ใหญ่ได้เลย แต่ทีมงานก็อดไม่ได้ที่จะใส่ความฮา ความตลก ความเยาว์วัย ลงไปในเพลง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ต้องใส่ลงไป ดนตรีกรรมของพวกเขาก็จะงดงามอมตะแล้ว แต่เมื่อใส่อารมณ์ขันเข้าไปด้วย ภาพรวมของงาน ตลอดจนภาพลักษณ์ของพวกเขา ก็กลายเป็นแนวเพราะผสมขบขันไปโดยปริยาย เป็นเหตุให้คนกลุ่มผู้ฟังที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย อาจจะมีอาการสะดุดในบางอารมณ์ของท่วงทำนอง ส่วนวัยรุ่นจนถึงวัยหนุ่มน้อยสาวน้อยน่าจะฟังลื่น

ผมขอหยิบเอาเพลง แรกของพวกเขา ที่ทำให้ผมได้ยินแล้วต้องเสาะหาว่าเป็นเพลงของใคร มาแนะนำในโอกาสนี้กันแล้วครับ เพลงนั้นคือ “คืนหวาน” เพลงไม่ช้าไม่เร็ว จังหวะขยับตามได้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับค่ำคืนหนึ่ง ที่ชายหญิงมาใกล้กัน ประมาณว่าเคมีในร่างกายตรงกัน จนเกิดความหวั่นไหว รุ่มร้อนจนพาให้ใจละลายล่องลอยลิ่วไปกับความรัก เนื้อเพลงเขียนได้งดงามมาก ฟังแล้วเหมือนฟังบทกวี ทีเด็ดคือคุณบู๊ ผู้แต่งเนื้อร้อง เขาเขียนเพลงได้มีเสน่ห์มาก ผู้ฟังสามารถจินตนาการไปได้

หลากหลาย หากคิดมาก ผู้ฟังอาจมโนภาพไปไกลเลยเถิดได้ แต่หากคิดไม่มาก มันอาจเป็นเพียงความซู่ซ่าของหนุ่มสาวที่รู้สึกดี ๆ ต่อกัน ส่วนภาคดนตรีนั้น ผมคิดว่าแจ่มจรัสมาก โดยเฉพาะเมโลดี้หลักตอนอินโทร (และที่โผล่มาตลอดเพลง) มันช่างไพเราะแบบไม่เหมือนใครดีแท้ เสียงแซ็กโซโฟนไล่โทนเสียงไม่คุ้นหู (แต่เพราะ) คู่ไปกับเสียงคน และกลองสแนร์ พร้อมคอร์ดกีตาร์คม ๆ ตามด้วยแซ็กโซโฟนตัวเดิม เคล้าเสียงประสานไลน์กีตาร์ บอกได้คำเดียวว่าเฉียบ ตลอดเพลงมีการใช้เครื่องเป่าประสานไปตลอดทาง ฟังเข้ากันอย่างละมุนหู มือกลองก็เข้าใจเลือกใช้แฉและไฮแฮทได้อย่างช่ำชองน่าฟัง

อะไร ๆ ก็ดีไปหมด ติดอยู่อย่างเดียว สำหรับผมแล้ว ทำให้อรรถรสในการฟังเพลง ๆ นี้หายไป นั่นคือนาทีที่ 1:26 ที่คุณ

เบ เบ้ นักร้องวัยรุ่นสาวสวย ได้รับเชิญให้มาร่วมร้องแจมเป็นภาษาอังกฤษ คิดว่าอารมณ์ แนวทาง และจังหวะจะโคนของเธอไม่ค่อยเข้ากับเพลงสักเท่าไหร่ และนักร้องสาวคนเดิมก็กลับมาตอกย้ำความรู้สึกของผมอีกทีในนาทีที่ 2:17 คราวนี้หนักกว่าเดิม เพราะไม่ได้ร้อง แต่เป็นการ rap ซึ่งผมก็ยืนยันเหมือนเดิม ว่ามันทำให้ความสุนทรีย์ในการฟังเพลงนี้ของผมหายไปเยอะ

ทีเดียว หากจะให้อธิบาย คงคล้าย ๆ เวลาทานสเต๊กแล้วกัดไปเจอซูกัสข้างใน ผมไม่ได้ว่าร้องไม่ดีนะครับ คุณเบเบ้ไม่มีอะไรไม่ดี เพียงแค่มันไม่เข้ากัน หากร้องเพลงแนวน่ารัก ๆ ก็ได้เลย ผมคาดว่านี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งความซนของ Skykick Ranger ที่ไม่อาจจะยอมปล่อยให้เพลงมันโรแมนติกไปเรื่อย ๆ ต้องมีการทำให้คนฟังตกใจ

สรุปวงดนตรีนามว่า Skykick Rannger วงนี้มีเอกลักษณ์สูงมากจริง ๆ หากใครนิยมชมชอบดนตรีที่มีเครื่องเป่า เรียบเรียงงดงาม เนื้อร้องหรูหรา ที่ถูกเสริมด้วยอารมณ์สนุกสนานขบขันของนักดนตรีเอง เชิญหาผลงานชุดที่สอง Select Start ของพวกเขามาฟังกันได้เลย ของเขาเจ๋งจากใจจริง จึงแจ้งจ้ะ :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 14

 

24 : ซีรีส์สุดฮิต ระทึกแบบ Real Time พฤศจิกายน 10, 2009

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 10:59 pm

วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4140  ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ Delicious GROOVE

โดย อัษฎา อาทรไผท

อัน ที่จริงซีรีส์ 24 ที่ผลิตโดยค่าย Fox ที่ผมนำมาเสนอในครานี้ ไม่ใช่ของใหม่อะไร เพราะมันเริ่มออกมากระชากต่อมความมันส์ผู้คนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2001 แล้ว ยิ่งทำก็ยิ่งดัง

เรตติ้งพุ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนคนดูที่มากขึ้นตามความเก๋าของซีรีส์ และซีรีส์เรื่องนี้นี่เอง ที่ทำให้หนุ่มใหญ่แห่งฮอลลีวูด Kiefer Sutherland ได้เป็นฮีโร่ตัวจริงกับเขาเสียที หลังจากที่ไม่เคยไปถึงดวงดาวในวงการภาพยนตร์เลย หลังจากที่เขาเล่นหนังมานานหลายปี ปัจจุบันซีรีส์ 24 มีไปแล้วถึง 7 ซีซั่น บวกกับอีกหนึ่งภาพยนตร์ดีวีดี ใครติดตามชมมาแต่แรกแต่เริ่ม ค่อยๆ ดูกันไปปีละซีซั่น ก็ติดกันงอมแงมจนไม่เป็นอันทำอะไรอยู่แล้ว แต่ที่น่าเห็นใจคือท่านที่เพิ่งจะมาเริ่มดูตอนนี้ หากเกิดติดขึ้นมา ต้องสละเวลามากหน่อย เพราะมีความระทึกรอให้ชมอยู่ถึงเกือบ 7,000 นาที เรียกว่าหากจะตั้งหน้าตั้งตาดูกันให้จบ คงต้องลางานกันไปทั้งอาทิตย์ แล้วใช้เวลาทุกวินาทีตั้งป้อมหน้าจอทีวี จึงจะบรรลุทุก episodes

ทีเด็ด ของ 24 คือการดำเนินเรื่องมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เนื่องจากเขาดำเนินเรื่องตามเวลาจริง มีเวลาบอกอยู่บนจอเป็นพักๆ แถมยังมีการแบ่งจอเป็นช่องๆ เหมือนหนังสือการ์ตูน ให้เห็นสถานที่ต่างๆ พร้อมๆ กัน เมื่อมีเหตุการณ์ตื่นเต้นเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ผู้ผลิตพยายามทำให้ดูแล้วเสมือนทุกอย่างมันเกิดขึ้นตามจริง เห็นมันไปพร้อมกันหมด ไม่มีตัดไปตัดมา ย้อนไปย้อนมา แบบที่โลกมายาชอบเป็น ทุกอย่างดำเนินไปตามนาฬิกา ทุกซีซั่นมีความยาวเพียงหนึ่งวัน โดยเริ่มเวลาไหน จะไปจบเอาเวลานั้นของวันถัดไป และในวันเดียวนี้ พระเอกของเราจะต้องกู้โลกให้พ้นจากเงื้อมมือผู้ก่อการร้ายให้ได้ แต่ละตอนมีฉากแอ็กชั่นมากมายจนนับไม่ถ้วน ชนิดบีบหัวใจกันตั้งแต่ต้นจนจบ

ส่วน เนื้อหาก็เข้มข้นเหลือหลาย พระเอก (Kiefer Sutherland) รับบทบาทเป็น Jack Bauer เจ้าหน้าที่ CTU (Counter Terrerist Unit) มีหน้าที่จัดการกับผู้ก่อการร้ายทุกรูปแบบ ตั้งแต่วินาทีแรก ทุกตอนเขาต้องรับหน้าที่ไปแก้ปัญหาภัยคุกคามระดับชาติ ซึ่งไม่ได้มีให้แก้แค่เปลาะเดียว แต่โถมทับกันมามากมายประดามี แถมสถานการณ์ชอบพลิกไปพลิกมาหลายตลบ พระเอกต้องตัดสินใจทำสิ่งเลวร้ายต่อจิตใจของเขาหลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้ชาติพ้นภัย ทุกอุปสรรคกดดันและซับซ้อนจนคนดูตามไม่ทัน ไม่มีใครทราบได้ว่าตัวโกงที่แท้จริงคือใคร ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากถอดชนวนระเบิดนิวเคลียร์ได้แล้ว จะมีระเบิดอีกหลายลูกรออยู่หรือไม่ หากยอมทำอย่างนี้แล้วผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ใครจะเป็นคนต่อไปที่ต้องสละชีวิต ตอนจบจะเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบ แม้กระทั่งผู้แสดงเองยังไม่ได้รับบทไปอ่านล่วงหน้า แต่จะค่อยๆ รู้เรื่องราวที่ต้องแสดงไปทีละตอนๆ ทำให้เวลาแสดงอารมณ์จะสมจริงขึ้นไปอีก

เพื่อ เป็นทั้งการสรุปสำหรับแฟน 24 และเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยสำหรับท่านที่สนใจ ผมขอสรุป (แบบไม่สปอยล์) พลอตเรื่องของแต่ละซีซั่น พอเป็นกระสายดังนี้

Season 1 : Jack Bauer ป้องกันการลอบสังหารวุฒิสมาชิกผิวสี ที่กำลังจะได้เป็นประธานาธิบดี พร้อมๆ ไปกับการช่วยเหลือลูกสาวของตัวเองจากเงื้อมมือผู้ก่อการร้าย

Season 2 : Jack Bauer ยับยั้งระเบิดนิวเคลียร์กลางกรุง แอลเอ. และช่วยประธานาธิบดีหาผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายมาลงโทษ

Season 3 : Jack Bauer ต้องต่อสู้กับอาการติดเฮโรอีนของตัวเอง ไปพร้อมๆ กับการจัดการหาต้นตอผู้ค้าอาวุธเชื้อโรคไวรัสสุดอันตราย

Season 4 : Jack Bauer ช่วยเหลือท่านรัฐมนตรี และลูกสาวที่เป็นคนรักของเขา จากการลักพาตัวโดยผู้ก่อการร้าย จากนั้นหยุดการก่อการร้ายระดับชาติต่อ

Season 5 : หลังจากคนนึกว่าเขาตายไปพักใหญ่ Jack Bauer มีอันต้องกลับมาอีกครั้ง เมื่อเพื่อนของเขาโดนฆาตกรรม สืบเนื่องไปยังการจัดการกับผู้ก่อการร้ายที่มีแผนขโมยแก๊สพิษทางชีวภาพ โดยมีเรื่องผลประโยชน์น้ำมันแอบแฝง

Season 6 : Jack Bauer ได้รับการปล่อยตัวจากคุกเมืองจีน หลังโดนจับไปเกือบสองปี เขากลับมากู้ระเบิดนิวเคลียร์หลายลูก จากนั้นช่วยยุติความขัดแย้งของรัสเซียกับอเมริกาที่กำลังจะเกิดขึ้น

Redemption : (หนังทีวีภาคคั่นกลางระหว่าง Season 6 กับ 7) Jack Bauer ไปอยู่ท่ามกลางการปฏิวัติใน Sangala ประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งในแอฟริกา

Season 7 : ภัยคุกคามระดับชาติเกิดขึ้นเมื่อ Firewall ของคอมพิวเตอร์รัฐบาลสหรัฐ ถูกเจาะเข้าไปโดยผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติใน Sangala เขาต้องควานหาผู้สมคบคิดที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพและรัฐบาล

และนั่นคือ เรื่องราวของ 24 ที่ผ่านมา ส่วน Season ที่ 8 ข่าวว่ากำลังจะมาฉายทางทีวีมะกันในเดือนมกราคมปีหน้า เนื้อเรื่องจะเกิดขึ้นที่มหานครนิวยอร์ก โดยสำนักงาน CTU ได้รับการอัพเกรดและจะย้ายจาก แอลเอ. มาตั้งอยู่ที่นี่แทน ส่วนเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามกัน พวกเราชาวไทยคงต้องรอกันอีกยาวกว่าจะได้ชม หากใครรอไม่ไหว ของปลอมไม่นานคงมาถึง ส่วนของแท้ตอนนี้เขามี 6 Seasons แรก และภาคหนังทีวี Redemption ราคาไม่โหด เมื่อเทียบกับความสนุกที่ได้รับ ส่วน Season 7 ยังไม่มีของจริงขายนะครับ ใครสนใจหามาชมได้เลย ดีกรี Best Television Series สาขา Drama จาก Golden Globe การันตีความเจ๋ง แล้วคุณจะพบว่าเวลาวันหนึ่งมันหมดไปเร็วแค่ไหน เมื่อดู 24 :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 10

 

Ingrid Michaelson สาวสวยเสียงใส หัวใจ Indy-Pop พฤศจิกายน 10, 2009

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 10:58 pm

วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4144  ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ Delicious GROOVE

โดย อัษฎา อาทรไผท

ตั้งชื่อตอนหวานแหววแบบนี้ ไม่ใช่หนังหรือเพลงเกาหลีนะครับ แต่มันเป็นความรู้สึกจริงของผมเอง เมื่อแรกได้ยินเสียง

เพ ลงใสๆ ของสาวอเมริกันหน้าหวานนามว่า Ingrid Michaelson คนนี้ จากการแสดงเป็นวงเปิดทัวร์คอนเสิร์ตในยุโรปของ Jason Mraz นักดนตรีที่หลายคนติดใจ ซึ่งหากใครชอบแนวดนตรีของเขาก็น่าจะเสพดนตรีของเธอได้คล่องหูพอๆ กัน เพราะดนตรีเน้นความใสในดีกรีเดียวกัน

ผมเชื่อว่าหากคุณเป็นคอหนังซี รีส์ด้วยแล้วละก็ คุณน่าจะเคยสดับรับพลังเพลงขอเธอไปแล้วโดยไม่รู้ตัว เพราะบทเพลงมากมายที่เธอเขียนและเล่นเองนี้ ได้ถูกนำไปเปิดคลอใน

ซี รีส์ดังๆ หลายเรื่อง อาทิ Grey”s Anatomy, Scrubs, Kyle XY และ One Three Hill นอกจากนั้นเพลงของเธอยังเข้าไปเป็นหนึ่งในซาวนด์แทร็กของหนังเรื่อง House Bunny อีกด้วย

ดูจากภาพอาจคิดว่าสาวเสียงสวยคนนี้อยู่ในวัย ใสเหมือนเสียง แต่แท้ที่จริงเธอเกิดตั้งแต่ปี 1979 รวมสิริอายุได้ 30 ปีพอดี ซึ่งไม่ถือว่าแก่ในวงการเพลงสหรัฐ ต่างจากเพลงไทย ที่ศิลปิน (ตัวไม่จริง) ส่วนใหญ่โด่งดังกันตั้งแต่อ้อนแต่ออก แล้วมาโรยราเอาตอนที่ความจริงแล้วน่าจะเป็นช่วงที่ฝีไม้ลายมือเข้าขั้น นี่แหละครับข้อเสียของระบบการทำเพลงแบบโรงงาน แต่ทำอย่างไรได้ ระบบมันเป็นแบบนี้ ดีที่สุดที่ทำได้คือทำใจแล้วเราก็ก้มหน้าฟังของจำเจที่มวลชนปรารถนากันไป ชั่วกาลปาวสาน

Ingrid Michael โตมากับศิลปะอย่างลึกล้ำ พ่อของเธอเป็นนักประพันธ์เพลงชั้นเซียน ส่วนแม่ของเธอเป็นปฏิมากรชื่อดังแห่งนิวยอร์ก แน่นอนมันส่งผลให้เธอเองเลือกเดินสายดนตรี ตั้งแต่เริ่มเรียนเปียโนที่ Third Street Music School ในมหานครนิวยอร์ก ตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบ และศึกษาฝึกปรือต่อเนื่องจนจบไฮสกูล ก่อนที่จะเลือกเรียนต่อด้านการละคร โดยเธอได้นำทั้งสองศาสตร์แห่งศิลปะมารวมกัน และเข้าร่วมคณะละครเพลง Kids on Stage จนเรียนจบออกมาได้เป็นผู้กำกับสมใจเรียบร้อย เธอจึงมุ่งหน้าออกเดินทางสู่ถนนสายดนตรีต่อ

แนวเพลงของ Ingrid เป็นดนตรีแนว pop ใสๆ เบาๆ ติดกลิ่นย้อนยุคนิดๆ เน้นเสียงกีตาร์โปร่ง เครื่องเคาะ และประสานเสียงอย่างลงตัว ฟังง่ายสบายหู แต่ไม่เกร่อแบบเพลงตลาดทั่วไป เลยจัดให้มาอยู่ในประเภท indy-pop หากใครชอบผลงานของ Jewel หรือ Cardigan ชุดแรก แม้ดนตรีจะไม่เหมือนกันมาก แต่อาจพอกล้อมแกล้มฟังงานของ Ingrid แล้วติดใจได้ไม่ยากนัก หรือดีไม่ดีอาจจะชอบมากกว่า เนื่องจากความสดใหม่ของดนตรี

ตั้งแต่ เริ่มทำงานเพลงในปี 2005 มาจนปัจจุบัน เธอออกอัลบั้มมาทั้งหมด 4 ชุด ภายใต้ชื่อ Slow the Rain, Girls and Boys, Be OK และ Everybody ตามลำดับ 4 ปีที่ผ่านมากระแสตอบรับและแฟนเพลงของเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างจากอันดับเพลงบนชาร์ตยอดนิยม ที่ล่าสุดอัลบั้ม Everybody ไต่ขึ้นไปอยู่ได้ถึงอันดับ 18 ในอันดับ 200 อัลบั้มยอดนิยมของ Billboard ไปเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนเพลง

ผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะเห็นเธอมาก ขึ้น ได้ยินเพลงของเธอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในละครซีรีส์ที่เธอยึดหัวหาดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมไม่แน่ใจว่างานเพลงของเธอจะมีขายในบ้านเราไหม (ส่วนแบบเถื่อนน่ะมีแล้ว) แต่ยุคนี้ดนตรีไร้พรมแดน หากคุณสนใจลองไปดูที่ www.ingridmichaelson.com หรือค้นหาใน Google ดูชื่อเพลงเด่นๆ ของเธออย่าง Everybody, The Way I Am หรือ Be OK ก็ได้ รับรองมีให้ฟังเพียบ แล้วคุณจะเคลิบเคลิ้มไปกับเพลงสบายๆ ของ Ingrid Michaelson สาวสวยเสียงใสหัวใจ indy-pop :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 14