Mola mola Sunshine!

คนเขียนเพลงครื้นเครงถึงหนังสือสื่อไปถึงหนังสือพิมพ์

King Crimson : Elephant Talk : 1981 เมษายน 30, 2007

Filed under: เปิดหู ปิดตา — donglahoma @ 8:00 pm

 คอลัมน์ เปิดหู ปิดตา

โดย อัษฎา อาทรไผท

กลับมาเอาใจคนชอบเสพของแปลกกันอีกครั้งกับกลุ่มคนดนตรี progressive rock ชาวอังกฤษที่นิยมเล่นเพลงด้นสด ลื่นไหลไปตามใจตัวเองโดยไม่สนใจกระแสนิยม ดั่งปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำไปวางไข่วงนี้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาโดยมือกีตาร์หัวใจพิสดาร Robert Flipp และจอมหวดกลอง Michael Giles ในปี 1969 ภายหลังมีการผลัดเปลี่ยนสมาชิกวงกันเป็นว่าเล่นถึง 25 คนด้วยกัน โดยมี Flipp เป็นตัวยืนเพียงคนเดียว ส่วนแนวเพลงของพวกเขานั้นแม้จะถูกจับไปใส่ในหมวด progressive rock แต่ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของดนตรีสไตล์ jazz, classical, heavy, new wave และ folk ในเพลงต่างๆ ของพวกเขาที่ทำออกมาแบบทำๆ หยุดๆ ตามแต่ความใจอยาก วง King Crimson มีการเว้นวรรคหยุดทำเพลงยาวถึง 2 ครั้งจนคนฟังคิดว่าวงแตกไปเรียบร้อยแล้ว โดยครั้งแรกพวกเขาจำศีลไป 7 ปี (1974-1981) และครั้งที่ 2 อันตรธานไปจากวงการถึง 10 ปี (1984-1994) แม้วงจะไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างทางวิทยุหรือโทรทัศน์ แต่ผลงานนั้นมีมากจนคับหิ้ง เพราะขยันออกผลงานอัลบั้มมาทั้งหมด 13 ชุด สลับกับงานแสดงสด 17 ชุด และพ่วงด้วยงานรวมเพลงสำหรับนักสะสมอีกถึง 29 ชุด ในรอบเกือบ 4 ทศวรรษที่ทำเพลงกันแบบหยุดบ้างทำบ้าง อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังไม่หยุดแบบถาวร เพราะล่าสุดในปี 2003 ราชันย์เลือดนกวงนี้ก็ยังคงมีผลงานออกมาให้ฟังเล่น ส่วนเรื่องสาวกนั้นหายห่วงเพราะแม้จะไม่เคยติดอันดับต้นๆ ในชาร์ตเพลงฮิต แต่ด้วยความแปลกแหวกแนวของดนตรี ทำให้มีแฟนเพลงจำนวนมหาศาลคอยติดตามดนตรีศิลป์ของพวกเขาอยู่ทั่วพิภพโลกา

 

ผลงานที่น่าอัศจรรย์หูชิ้นหนึ่งของ King Crimson คือ Elephant Talk ที่อยู่ในอัลบั้ม Discipline งานชุดแรกที่ออกมาหลังจากหายหน้าหายตาไปได้ 7 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้กะจะนำเสนอภายใต้ชื่อ King Crimson แต่อย่างใด เพราะอัลบั้มนี้เหลือเพียง Flipp คนเดียวที่มาจากวงยุคก่อตั้ง ตอนแรกเลยกะจะใช้ชื่อวงว่า Discipline แทน แต่ไปๆ มาๆ ก็มาตกลงปลงใจเข้าสิงสู่ภายใต้ชื่อเดิม โดยมีทีมงานใหม่ที่ได้คนดนตรีสไตล์แปลกประหลาดอย่าง Frank Zappa (นักร้อง นักกีตาร์ หัวสวนกระแส) David Bowie (นักร้องลีลาอนาคต) Peter Gabriel (แห่งวง Genesis) Adrian Belew (กีตาร์ระดับเข้าชิง Grammy Award) และ Tony Levin (อดีตมือเบสของ John Lennon) มาร่วมงานด้วย ดูแค่ชื่อแล้วความเหนือชั้นในความแหวกมิติดนตรีก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะเมื่อพวกเขารวมพลังกันแล้วกลั่นกรองตัวโน๊ตออกมาจากโสตประสาท กลายเป็นงานทันสมัยที่ผสมผสานดนตรีที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดของแนว techno ซึ่งมาเป็นที่นิยมในอีกเกือบ 20 ปีให้หลัง ผนวกเข้ากับความหนักหน่วงของ heavy metal ของยุค 70s โดยมีกลิ่นดนตรีพื้นเมืองของวงฆ้องอินโดนีเซียคลุกเคล้าสร้างความว้าวุ่นหูอยู่พอเป็น กระสาย

 

สำหรับเพลง Elephant Talk นั้นชื่อก็บอกแล้วว่างานนี้จะต้องมีเสียงช้างมาให้ฟัง ซึ่งพวกเขาก็ผสมเทียมเอฟเฟ็กต์กีตาร์กับเทคนิคการเล่นแบบชั้นดรรชนีเทพ สะกดสายให้ออกมาเป็นเสียงร้องของช้างในหลายๆ คชาอารมณ์ ทำได้เหมือนจริงจนน่าขนลุกนึกว่านำช้างมาเข้าสตูดิโอด้วย ส่วนเสียงของสัตว์ยักษ์นั้นเคล้าคลอกับท่อนร้องที่อุตส่าห์ไปแสวงหาศัพท์ภาษาอังกฤษต่างๆ ที่มีความหมายเดียวกับคำว่า talk หลายต่อหลายคำมาถักทอเป็นเนื้อเพลงได้อย่างแปลกประหลาด ฟังดูอาจเหนื่อยหรือรำคาญ แต่หากเปิดใจเปิดหูแล้วปิดตาฟังแล้ว นี่แหละคือความสุนทรีย์ของดนตรีกรรมจากคนดนตรีตัวจริงที่นำเสียงช้าง (elephant) มาเล่นคู่กับเนื้อร้องที่มีแต่คำที่แปลว่า พูด (talk) มารวมกันเป็นเพลง Elephant Talk ให้คนฟังงงเล่น

แม้โครงสร้างจะไม่ธรรมดาเลยสักนิด แต่ทีเด็ดของเพลงนี้จริงๆ แล้วอยู่ที่ Chapman Stick ของท่านพี่ Levin ที่ขนเครื่องดนตรีหน้าตาแปลกประหลาด ลักษณะเป็นแท่งยาวขึงสายเสียบแล้วแจ็กเล่นเหมือนกีตาร์ไฟฟ้า แต่เวลาใช้ต้องเอาวางบนตักแล้วพาดขึ้นไปบนไหล่ โดยเครื่องดนตรีชิ้นนี้ทำหน้าที่คล้ายเบสกับกีตาร์ผสมกัน เมื่อใช้นิ้วตบๆ ตีๆ แล้วจะให้สำเนียงเสียงออกมาเมามันฝันกระจาย จนต้องโยกย้ายไปตามจังหวะ หากใครอยากลองว่าเพลงเก่าๆ เพลงนี้มันร่วมสมัยขนาดไหนต้องไปหามาฟังเองจะประจักษ์ โดยผู้สนใจหากไม่สั่งซื้อออนไลน์เสี่ยงเสียภาษีเล่น สามารถไปหาได้ตามร้านซีดีชั้นนำทั่วไป หากไม่เจออัลบั้ม Discipline สามารถไปตามล่าหาชุดรวมฮิตมาฟังได้ แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า ในแต่ละยุคดนตรีของ King Crimson ไม่เคยเหมือนกันเลย จะเหมือนก็เรื่องความเป็นเอกเทศของแนวดนตรีที่ไม่ขอยึดติดกับกระแสฮิต แต่จะยึดติดที่ใจตนจนทำให้ผู้คนได้สดับสำเนียงคาดไม่ถึงมาเกือบ 40 ปีเข้าให้แล้ว

 

See You There! เมษายน 23, 2007

Filed under: เล่นทหาร — donglahoma @ 8:29 pm

 dongbooknewdate.jpg

รักกันจริง จงมา เกลียดกันจัง ยิ่งต้องมาจับผิด

แล้วพบกัน เมื่อเล่นทหาร

 

เชิญมาร่วมใจกันเปิดตัว เล่นทหาร ให้บานตะไท เมษายน 22, 2007

Filed under: เล่นทหาร — donglahoma @ 2:14 pm

newsol.jpg 

งานนี้ใครว่างเป็นต้องมา เพราะงานนี้เขามีของดีมาให้ดู หากไม่มาแล้วจะหาดูไม่ได้อีกแล้ว แต่ดูอะไร ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน ต้องมาดูกันเอาเอง ส่วนวันเวลาเจอโรคเลื่อนเสียแล้ว แล้วจะมาบอกใหม่

 

Avenue Q : Original Cast Soundtracks : 2003 เมษายน 21, 2007

Filed under: เปิดหู ปิดตา — donglahoma @ 8:14 am

คอลัมน์ เปิดหู ปิดตา โดย อัษฎา อาทรไผท

(ถอดความจาก นสพ.ประชาชาติธุรกิจ) 


จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อปักหลอดดูดลงในกล่องนม แต่พอดูดขึ้นมากลายเป็นน้ำอัดลม เดินไปเปิดตู้เย็นแต่เปิดออกมามันกลายเป็นเครื่องซักผ้า หรือเมื่อตอกไข่ออกมาข้างในกลายเป็นปลาจะละเม็ด นี่คือสิ่งที่คีตกรรมที่ผมกำลังจะกล่าวถึง กระทำกับผู้ฟังที่ไม่มีข้อมูลมาก่อนว่าเขากำลังแกว่งหูไปหาอะไรเข้า มันจะเป็นอย่างไรเมื่อตอนแรกคุณนึกว่ากำลังฟังเพลงเด็ก แต่ฟังไปฟังมามันดันพูดถึงแต่เรื่องใต้สะดือPrinceton คือบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังตามหาจุดมุ่งหมายของชีวิต Avenue Q คือถนนที่คนกระเป๋าแฟบเช่นเขาเลือกมาเช่าห้องพักราคาถูกอยู่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของละครเพลงบรอดเวย์แสนสนุกที่เหยาะมุขตลกร้ายเข้าไปได้อย่างลงตัว จนสามารถคว้ารางวัล Best Musical, Best Score และ Best Book of Music รวม 3 รางวัลรวดจากสถาบัน Tony Award ในปี 2004 ซึ่งนั่นเพิ่งเป็นปีแรกที่ Avenue Q โผล่มาโลดแล่นบนเวทีบรอดเวย์ หลังจากชิมลางอยู่ Off-Broadway ได้ระยะหนึ่ง เรียกว่าเป็นโชว์ที่มาแรงแซงหน้าตัวเก็งอื่นไปแบบไม่เห็นฝุ่น
ความสำเร็จของ Avenue Q น่าจะมาจากมุมมองนอกกล่องของ Robert Lopez และ Jeff Marx 2 หนุ่มที่โคจรมาเจอกันโดยบังเอิญ เมื่อรู้จักถูกคอกันก็ตกลงปลงใจร่วมมือกันทำโปรเจ็กต์ละครเพลงหุ่นเพื่อนำไปเสนอ The Jim Hanson Company ผู้ผลิต Muppet Show (รายการหุ่นสำหรับเด็กที่มีเจ้ากบเคอร์มิตและหมูสาวพิกกี้เป็นดาราเอก) และ Sesame Street (ที่มีนกยักษ์บิ๊กเบิร์ดเป็นพระเอก) แม้งานจะออกมาดีเลิศ แต่ทางบริษัทปฏิเสธที่จะรับไปผลิต โดยมีเหตุผลว่าเนื้อเรื่องไม่เหมาะสมกับเด็กๆ วิกฤตครั้งนี้เลยกลายเป็นโอกาสทองที่ทำให้เขาทั้ง 2 ค้นพบสูตรใหม่ทางละครเพลง นั่นคือการนำเสนอเรื่องราวติดเรตของผู้ใหญ่ผ่านสื่อหุ่นหน้าตาน่ารักแบบ Sesame Street ที่โดยปกตินั้นเขามีไว้เล่นให้เด็กดู แต่มาคราวนี้กลับตาลปัตรเพราะจะนำหุ่นน่ารักต่างๆ นั้นมาเชิดให้ผู้ใหญ่ชม

 

บทเพลงต่างๆ หากฟังเผินๆ อาจนึกว่าเป็นเพลงจากละครเพลงสำหรับเด็กแสนน่ารักน่าฟังที่ได้ยินทางทีวีกันจนคุ้นเคย แต่หากตั้งใจฟังดีๆ เนื้อหามันมีตั้งแต่หนักๆ สะท้อนปัญหาจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในสังคมอเมริกัน อย่างเช่นคนมีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด การผิดหวัง การตกงาน การดูถูกเหยียดหยามสีผิว เซ็กซ์บนอินเทอร์เน็ต ปัญหารักร่วมเพศ การปลดปล่อยอารมณ์เต็มที่เวลาประกอบกิจกาม การล้อเลียนนักการเมืองและเรื่องราวด้านลบต่างๆ ที่ไม่มีทางได้นำเสนอแน่ๆ ในรายการเด็ก แต่ที่น่าแปลก คือ Lopez และ Marx กลับจับเรื่องผู้ใหญ่มาผสมพันธุ์กับเพลงและเสียงร้องแบบเด็กๆ ได้อย่างลื่นไหลไร้ตะเข็บ เพลงทุกเพลงเมโลดี้ติดหู เนื้อหาแม้หนักแต่ทำให้เข้าใจง่าย ฟังไปอมยิ้มไปได้เรื่อยๆ แถมยังสามารถนำมาฟังซ้ำได้ไม่มีเบื่อ โดยเพลงส่วนใหญ่จะมีรูปแบบของเพลง pop จากยุค 70″s

 
สำหรับการบันทึกเสียงในอัลบั้มชุดนี้ บันทึกเสียงในปี 2003 เพลงทั้งหมด 23 แทร็ก ขับร้องโดยนักแสดง นักร้อง ชุดก่อตั้งของ Avenue Q นำโดย John Tataglia และ Stephanie D”Abruzzo งานนี้ได้มือดี Jay David Saks ที่สุดของโปรดิวเซอร์เพลงบรอดเวย์ของค่าย RCA Victor มาดูแลการผลิตให้ ผลออกมาไม่ผิดหวังเพราะตั้งแต่มันออกสู่หูนักฟังเพลง งานชุดนี้ก็โคจรอยู่ไม่ต่ำไปกว่า 10 อันดับแรก Billboard Top Cast Album Chart ติดต่อกันยาวนานภายหลังได้มีการนำโชว์ชุดนี้ไปแสดงที่ลาสเวกัส ลอนดอน และ สตอกโฮล์ม ซึ่งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้มีการเริ่มตระเวนเดินสายแสดงทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประเดิมที่ซานฟรานซิสโกก่อนเพื่อน ส่วนพวกเราชาวไทยไม่ต้องรอให้มา เพราะบรรดาผู้จัดก็คงไม่มีใครกล้าเอามาเล่นที่นี่ เพราะมันช่างติดเรตเกินห้ามใจ สวนทางท่าน กบว.ไทยที่ขนาดหุ่นจำลองชายโชว์หน้าอกยังเซ็นเซอร์เสียขุ่นให้ผู้ชมขุ่นเคืองทั้งตาและใจ ท่านคงไม่ปล่อยให้ Avenue Q ลอยนวลแน่

ใครสนใจอยากลองฟัง สามารถไปฟังตัวอย่างได้ที่ www.avenueq.com ส่วนซีดีนั้นผมไม่คิดว่าจะหาได้ตามร้านทั่วไป น่าจะต้องไปสั่งเอาจากร้ายออนไลน์ประเภท amazon.com สถานเดียวครับ

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.