
คอลัมน์ เปิดหู ปิดตา
โดย อัษฎา อาทรไผท
กลับมาเอาใจคนชอบเสพของแปลกกันอีกครั้งกับกลุ่มคนดนตรี progressive rock ชาวอังกฤษที่นิยมเล่นเพลงด้นสด ลื่นไหลไปตามใจตัวเองโดยไม่สนใจกระแสนิยม ดั่งปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำไปวางไข่วงนี้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาโดยมือกีตาร์หัวใจพิสดาร Robert Flipp และจอมหวดกลอง Michael Giles ในปี 1969 ภายหลังมีการผลัดเปลี่ยนสมาชิกวงกันเป็นว่าเล่นถึง 25 คนด้วยกัน โดยมี Flipp เป็นตัวยืนเพียงคนเดียว ส่วนแนวเพลงของพวกเขานั้นแม้จะถูกจับไปใส่ในหมวด progressive rock แต่ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของดนตรีสไตล์ jazz, classical, heavy, new wave และ folk ในเพลงต่างๆ ของพวกเขาที่ทำออกมาแบบทำๆ หยุดๆ ตามแต่ความใจอยาก วง King Crimson มีการเว้นวรรคหยุดทำเพลงยาวถึง 2 ครั้งจนคนฟังคิดว่าวงแตกไปเรียบร้อยแล้ว โดยครั้งแรกพวกเขาจำศีลไป 7 ปี (1974-1981) และครั้งที่ 2 อันตรธานไปจากวงการถึง 10 ปี (1984-1994) แม้วงจะไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างทางวิทยุหรือโทรทัศน์ แต่ผลงานนั้นมีมากจนคับหิ้ง เพราะขยันออกผลงานอัลบั้มมาทั้งหมด 13 ชุด สลับกับงานแสดงสด 17 ชุด และพ่วงด้วยงานรวมเพลงสำหรับนักสะสมอีกถึง 29 ชุด ในรอบเกือบ 4 ทศวรรษที่ทำเพลงกันแบบหยุดบ้างทำบ้าง อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังไม่หยุดแบบถาวร เพราะล่าสุดในปี 2003 ราชันย์เลือดนกวงนี้ก็ยังคงมีผลงานออกมาให้ฟังเล่น ส่วนเรื่องสาวกนั้นหายห่วงเพราะแม้จะไม่เคยติดอันดับต้นๆ ในชาร์ตเพลงฮิต แต่ด้วยความแปลกแหวกแนวของดนตรี ทำให้มีแฟนเพลงจำนวนมหาศาลคอยติดตามดนตรีศิลป์ของพวกเขาอยู่ทั่วพิภพโลกา
ผลงานที่น่าอัศจรรย์หูชิ้นหนึ่งของ King Crimson คือ Elephant Talk ที่อยู่ในอัลบั้ม Discipline งานชุดแรกที่ออกมาหลังจากหายหน้าหายตาไปได้ 7 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้กะจะนำเสนอภายใต้ชื่อ King Crimson แต่อย่างใด เพราะอัลบั้มนี้เหลือเพียง Flipp คนเดียวที่มาจากวงยุคก่อตั้ง ตอนแรกเลยกะจะใช้ชื่อวงว่า Discipline แทน แต่ไปๆ มาๆ ก็มาตกลงปลงใจเข้าสิงสู่ภายใต้ชื่อเดิม โดยมีทีมงานใหม่ที่ได้คนดนตรีสไตล์แปลกประหลาดอย่าง Frank Zappa (นักร้อง นักกีตาร์ หัวสวนกระแส) David Bowie (นักร้องลีลาอนาคต) Peter Gabriel (แห่งวง Genesis) Adrian Belew (กีตาร์ระดับเข้าชิง Grammy Award) และ Tony Levin (อดีตมือเบสของ John Lennon) มาร่วมงานด้วย ดูแค่ชื่อแล้วความเหนือชั้นในความแหวกมิติดนตรีก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะเมื่อพวกเขารวมพลังกันแล้วกลั่นกรองตัวโน๊ตออกมาจากโสตประสาท กลายเป็นงานทันสมัยที่ผสมผสานดนตรีที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดของแนว techno ซึ่งมาเป็นที่นิยมในอีกเกือบ 20 ปีให้หลัง ผนวกเข้ากับความหนักหน่วงของ heavy metal ของยุค 70s โดยมีกลิ่นดนตรีพื้นเมืองของวงฆ้องอินโดนีเซียคลุกเคล้าสร้างความว้าวุ่นหูอยู่พอเป็น กระสาย

สำหรับเพลง Elephant Talk นั้นชื่อก็บอกแล้วว่างานนี้จะต้องมีเสียงช้างมาให้ฟัง ซึ่งพวกเขาก็ผสมเทียมเอฟเฟ็กต์กีตาร์กับเทคนิคการเล่นแบบชั้นดรรชนีเทพ สะกดสายให้ออกมาเป็นเสียงร้องของช้างในหลายๆ คชาอารมณ์ ทำได้เหมือนจริงจนน่าขนลุกนึกว่านำช้างมาเข้าสตูดิโอด้วย ส่วนเสียงของสัตว์ยักษ์นั้นเคล้าคลอกับท่อนร้องที่อุตส่าห์ไปแสวงหาศัพท์ภาษาอังกฤษต่างๆ ที่มีความหมายเดียวกับคำว่า talk หลายต่อหลายคำมาถักทอเป็นเนื้อเพลงได้อย่างแปลกประหลาด ฟังดูอาจเหนื่อยหรือรำคาญ แต่หากเปิดใจเปิดหูแล้วปิดตาฟังแล้ว นี่แหละคือความสุนทรีย์ของดนตรีกรรมจากคนดนตรีตัวจริงที่นำเสียงช้าง (elephant) มาเล่นคู่กับเนื้อร้องที่มีแต่คำที่แปลว่า พูด (talk) มารวมกันเป็นเพลง Elephant Talk ให้คนฟังงงเล่น
แม้โครงสร้างจะไม่ธรรมดาเลยสักนิด แต่ทีเด็ดของเพลงนี้จริงๆ แล้วอยู่ที่ Chapman Stick ของท่านพี่ Levin ที่ขนเครื่องดนตรีหน้าตาแปลกประหลาด ลักษณะเป็นแท่งยาวขึงสายเสียบแล้วแจ็กเล่นเหมือนกีตาร์ไฟฟ้า แต่เวลาใช้ต้องเอาวางบนตักแล้วพาดขึ้นไปบนไหล่ โดยเครื่องดนตรีชิ้นนี้ทำหน้าที่คล้ายเบสกับกีตาร์ผสมกัน เมื่อใช้นิ้วตบๆ ตีๆ แล้วจะให้สำเนียงเสียงออกมาเมามันฝันกระจาย จนต้องโยกย้ายไปตามจังหวะ หากใครอยากลองว่าเพลงเก่าๆ เพลงนี้มันร่วมสมัยขนาดไหนต้องไปหามาฟังเองจะประจักษ์ โดยผู้สนใจหากไม่สั่งซื้อออนไลน์เสี่ยงเสียภาษีเล่น สามารถไปหาได้ตามร้านซีดีชั้นนำทั่วไป หากไม่เจออัลบั้ม Discipline สามารถไปตามล่าหาชุดรวมฮิตมาฟังได้ แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า ในแต่ละยุคดนตรีของ King Crimson ไม่เคยเหมือนกันเลย จะเหมือนก็เรื่องความเป็นเอกเทศของแนวดนตรีที่ไม่ขอยึดติดกับกระแสฮิต แต่จะยึดติดที่ใจตนจนทำให้ผู้คนได้สดับสำเนียงคาดไม่ถึงมาเกือบ 40 ปีเข้าให้แล้ว






มาดูแล้วอยากมีส่วนร่วม