Mola mola Sunshine!

คนเขียนเพลงครื้นเครงถึงหนังสือสื่อไปถึงหนังสือพิมพ์

Edvard Munch : The Scream กรกฎาคม 28, 2007

Filed under: Uncategorized — donglahoma @ 11:47 am

เชื่อว่านี่คงจะไม่ใช่หนแรกที่คุณได้เห็นภาพนี้ เพราะมีการนำภาพ  The Scream  นี้ไปล้อเลียนตามภาพยนต์ การ์ตูน ต่างๆมากมายจนคุ้นเคย ที่เห็นชัดๆคือในเรื่อง  Home Alone ภาคแรก ที่เด็กน้อยตัวเอกของเรื่อง ทำท่าเลียนแบบ เมื่อตอนที่เขาร้องตกใจเมื่อนำเจลโกนหนวดเย็นเจี๊ยบมาปาดแก้ม ส่วนอีกหนึ่งตัวอย่างคือในหนังเขย่าขวัญเรื่อง Scream ที่ให้ตัวฆาตกรสวมหน้ากาก ที่มีโครงหน้าคล้ายคลึกกับหน้าของคนในรูปวาด และยังมีในอีกหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1893  ในยามเย็นวันหนึ่ง เมื่ออาทิตย์ใกล้อัสดง Edvard Munch จิตรกรชาวนอรเวย์ กำลังเดินเล่นอยู่กับเพื่อนของเขาอีก  2 คน อยู่ๆท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีเลือด อะไรบางอย่างทำให้เขารู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรง จนต้องยืนพิงรั้วข้างทาง บนฟากฟ้าเต็มไปด้วยสีแดงฉานดั่งเปลวไฟ เพื่อนของเขาเดินกันต่อไป ในขณะที่เขายืนตัวสั่นเทาด้วยความกังวลใจ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงเสียงกรีดร้องของธรรมชาติดังลั่นบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ และนั่นคือสิ่งที่  Munch ได้สัมผัสมา จนเป็นแรงบันดาลใจให้เขาถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นภาพวาดแนว  Expressionist ที่จับเอาอารมณ์ความรู้สึกจากเส้นประสาทมาตวัดแปรงแปลงเป็นภาพพิศได้อย่างถึงพริกถึงขิง

ท้องฟ้าเปื้อนแสงสีแดงอมเหลืองเจือเขียวนิดๆ ส่อให้เห็นเข้าไปถึงความรู้สึกของมนุษย์(ที่ไม่สามารถระบุเพศได้) ผู้ที่ยืนตกใจอยู่กลางภาพ วิวเบื้องหลังบิดเบือนเหมือนจะละลายไปกับความสับสนกระวนกระวาย สอดคล้องกับสภาพของฟ้าเบื้องบน ที่แปรปรวนใช่เล่น ตาของคนในภาพอยู่ในสภาพตกใจสุดขีด มือทั้งสองพยายามอุดหู เหมือนต้องการจะปิดกั้นตัวเองจากเสียงร้องอันรันทดนั้น

ให้วิเคราะห์คนในภาพคงจะเป็นตัวผู้วาดเอง ส่วนอากัปกิริยาเป็นอาการของคนวิตกจริต เนื่องมาจากเสียงรบกวน ที่ไม่มีคนอื่นได้ยิน เสียงที่ว่ายังกัดกินแก้วหูของเขาอย่างเลือดเย็น ในขณะที่เพื่อนๆผู้ไม่ได้ยินอะไร เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ทิ้งให้เขาในสภาพช๊อคยืนอยู่อย่างเดียวดาย ส่วนท้องฟ้านั้น ที่เป็นสีแดงแปลกๆ อาจเป็นเรื่องจริง ที่  Munch เห็นกับตาจนมโนเสียงเอาเองได้ เพราะในช่วงเดียวกันนั้น ภูเขาไฟแห่งเกาะ Krakatoa ประเทศอินโดนีเซีย ได้เกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น เป็นเหตุให้เถ้าถ่านภูเขาไฟพวยพุ่ง สร้างผลกระทบบรรยากาศฟ้าไปทั่วทั้งโลก ดีไม่ดีอาจเป็นได้ว่าจิตรกรก็อาจมีหูวิเศษ ได้ยินเสียงระเบิดจากดินแดนอันห่างไกล จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้วาดภาพ The Scream

น่าเสียดายที่ปัจจุบัน ภาพนี้ถูกมือดีจารกรรมไปครั้งล่าสุดเมื่อปี 2004 ค้นหากันอยู่นานสามารถนำกลับมาได้ พร้อมลากคอทีมปล้นเข้าไปวาดรูปเล่นในคุก แต่หลังจากได้ภาพคืนกลับมาแล้ว พบว่าภาพอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องมาจากการเก็บรักษาผิดวิธีของโจรโฉด ความชื้นเข้าแทรกทำให้สีเสียหาย เกินที่จะบูรณะให้กลับมาเหมือนต้นฉบับได้ เป็นเรื่องน่าเศร้าน่าตกอกตกใจเสียยิ่งกว่าอารมณ์ในภาพเสียอีก

 

ประกาศงานเขียนประจำของ ด่อง กรกฎาคม 23, 2007

Filed under: กิจกรรม Spinnacle — donglahoma @ 2:02 pm

ตอนนี้ ด่อง สปินนาเคิล (อัษฎา อาทรไผท) ยังคงเขียนประจำเกี่ยวกับดนตรี ในประชาชาติธุรกิจอยู่เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนเป็นอาทิตย์เว้นอาทิตย์ พบกันได้ใน

Section “D-Life” ทุกวันเสาร์เว้นเสาร์ครับ

และอีกช่องทางหนึ่งที่นิตยสาร  Chic Happens สุดเก๋ถูกใจวัยทีนของ บิ๋ม บลิสโซนิค ผู้เลอโฉม

ส่วนเล่มอื่นๆ กำลังรอวาสนาอยู่ รู้แล้วจะรีบมาบอกกัน

 

New Project ไม่นานนี้ หากไม่พลาด เจอกับ Donglahoma กรกฎาคม 23, 2007

Filed under: กิจกรรม Spinnacle — donglahoma @ 1:51 pm

dsc00954.jpg

นายโตน โซฟา เปิดค่าย Sofa Cafe & Idea ทั้งที มีหรือที่ ด่อง จะไม่ร่วมด้วย ขณะรออาจารย์แน่รังสรรค์งาน สปินนาเคิล จะมีการมาแจม ออกอัลบั้มกับ กลุ่มมาเฟียดนตรี ของป๋าโตน ภายใต้ชื่อ Donglahoma งานนี้แนวดนตรีจะแตกต่างจากที่เคยๆได้ยินมา รับประกันคุณภาพด้วยหัวเจ้าสำนักโซฟา คาเฟ่ แอนด์ ไอเดีย ว่าเจ๋งสุดฤทธิ์ ไม่เชื่อออกแล้วไปหาซื้อมาฟังดู

 

Spinnacle : Ticket to Paradise : EP2 กรกฎาคม 18, 2007

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 8:26 am

spinnacle.jpg
ไวโอลิน 3, เชลโล,่ ทรัมเป็ต, ทรอมโบน, ฟลุ๊ต, กีตาร์ 2, เบส, เปียนโน, เพอร์คัชชั่น, กลอง และ เสียงร้องเพราะๆ ของนักร้อง ชาย หญิง รุ่นใหม่ คือคำบรรยายภาพของ Spinnacle บนเวทีคอนเสิร์ต และนี่คือวงดนตรีครบเครื่องของจริงหนึ่งเดียวในประเทศ ในยุคที่นักดนตรีพากับฉาบฉวย ไปพึ่งเครื่องอีเล็คโทรนิก พวกเขาไม่ยอมเอาเปรียบหูคนฟัง ยังยืนหยัดนำเสนอเสียงเพลงสดๆตามแบบฉบับวินเทจ

อันชื่อ Spinnacle นั้นมาจากการผสมพันธุ์ของคำว่า Spin และ Pinnacle คำแรกแปลง่ายๆว่า “หมุน” ส่วนคำหลังก็คือ “จุดสุดยอด” รวมกันแล้วบังคับให้แปลว่า “สุดยอดแห่งดนตรีที่ไม่หยุดนิ่ง” โดยดนตรีของพวกเขา เน้นกลิ่นอายของเพลง Soul Bossa และ Funk แบบ 70’s ผสมกับอารมณ์ร่วมสมัย สาดเสียงผ่านเครื่องดนตรีจริงทุกชิ้น โดยนักดนตรีอย่างน้อย 15 คนบนเวที

ความจริงจะเรียก Spinnacle ว่าเป็นวงดนตรีคงไม่เหมาะ เพราะทีมงานคนดนตรี ที่หมุนเวียนกันมาแจมในอัลบั้ม (เหมือนชื่อวง) หากนับกันจริงๆ รวมทั้งที่โด่งดังระดับประเทศไปแล้ว และที่ยังดังแค่ในบ้านตัวเอง ตอนนี้น่าจะทะลุ 30 ชีวิตเข้าไปแล้ว ในคนมากมายก่ายกองทั้งหลายนั้น มี นาย ด่อง อัษฎา อาทรไผท (เนื้อร้อง/ ทำนอง) และ อาจารย์ แน่ ศุภฤกษ์ โสภณพิศ (เรียบเรียง/ ดูแลการผลิต) เป็นแกนนำ

ep2covermini.jpg

ที่มาที่ไปหากให้เล่าคงต้องออกเป็นหนังสือพ๊อกเก็ตบุคสักห้าเล่ม เพราะทั้ง แน่ และ ด่อง นั้น เป้นสหายกันมาตั้งแต่ครั้งศึกษาอยู่ที่อนุบาลกุ๊กไก่ คลานเล่นดนตรีตามกันเรื่อยมา จนเวลาพ้นผ่าน จากการเล่นดนตรี กลายมาเป็นเอาจริง โดย อาจารย์แน่ ศึกษาทางด้านทฤษฎีดนตรีจนบรรลุขั้นตั๊กม้อทางด้านคลาสสิคเคิล จากม.เกษตร แล้วบินไปเข้าสำนัก Berklee College of Music ต่อเพื่อเข้าถึงหลักแห่งแจ๊ส ส่วน ด่อง นั้นเลือกหาประสบการณ์ดนตรีทางโลก โดยโคจรไปสิงสถิตย์ตามที่ต่างๆ ทั้งวงดุริยางค์ของโรงเรียนเตรียมทหารที่สหรัฐ จนถึงศึกษาวิชาดนตรีที่ Boston University และ Berklee ควบคู่ไปกับวิชาเงินๆทองๆ เรื่อยมาจนจบโทที่ศศินทร์ จุฬา

spinnacle2.jpg

เมื่อกลับมาเมืองไทย ทั้งคู่บ่มเพาะความขลังทางดนตรีเงียบๆ มองดูเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกัน โด่งดังไปทีละคน ( ก้อ P.O.P, อพาร์ทเมนต์คุณป้า, Blissonic, Woody O, รุจน์ สังขทรัพย์, เสาวนิตย์ นวพันธ์, นบ ประธีปเสน, เม้ง สลัด และอีกมากมาย ) ซึ่งความจริง Spinnacle ได้ซ่องสุมปรุงดนตรีมาตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ยังไม่มีใครทำเพลงแนว 70’s จนมาถึงปัจจุบัน ที่ใครๆก็พากันย้อนยุค ด้วยความปรานีตจนน่าใจหายทำให้ใช้เวลาเนิ่นนานเกือบข้ามทศวรรษ ดนตรีและเนื้อร้องที่เขียนขึ้นมา รากงอกฝังลงหัวใจกลายเป็นของรัก ลึกจนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการของตลาด เป็นเหตุให้มีแนวโน้มว่าต้องออกมาทำกันเอง ซึ่งผลงานอัลบั้มแรก (หลังจากส่ง อีพี ออกมาแล้ว 2 ชุด) กำลังจะยกโขยงกันออกมาสู่หูคอเพลงคุณภาพในอีกไม่นานนี้ โดยเพลงที่ส่งออกมาชิมลาง แล้วได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีคือ Ticket to Paradise

เพลง Ticket to Paradise พาใจให้เคลิบเคลิ้มไปกับอารมณ์เพลงแนว Soul ของดนตรีน่าขยับกายตาม ที่มีเสียงเครื่องสายไวโอลินกระชากวิญญาณประพันธ์โดย อาจารย์แน่ เรียงร้อยผ่านปลายนิ้วของ เบิร์ด ศิริพงษ์ กรีดกรายไปกับสำเนียงกีตาร์ติดเอฟเฟค Smallstone ของ ด่อง ที่ให้เสียงย้อนยุคหยุบหยับแบบ 70’s เบื้องหลังมีกรู๊ฟเบสละมุนของ ตี้ ลิปตา ที่เล่นไปตามใจพา กับไลน์คีย์บอร์ดเท่ๆของ นบ ประธีปเสน ที่หลับตาเล่น และจังหวะกลองย้อนยุคของ จ้า อพาร์ทเมนต์คุณป้า ส่วนสาวน้อยเสียงใส ปุ้ม พิมลพรรณ มาร้องเพลงเล่าเรื่องราว ของสาวสวยในค่ำคืนแห่งแสงสี กับโอกาสดีๆที่พร้อมจะหยิบยื่นให้หนุ่มผู้กล้า ได้น่าฟังน่าติดตามยิ่งนัก ที่สำคัญงานนี้ร้องเพียงสองเทคเท่านั้น เสียงร้องใสๆสลับกับทีมเครื่องเป่าและเครื่องสายได้ความรู้สึกเก่าๆ เคยมีคนฟังจบแล้วบอกว่า เหมือนประหนึ่งหลุดเข้าไปนั่งฟังเพลงในดิสโก้เทคเลย แบบนี้ใครนิยมเพลงแนว 70’s จงคอยมองหาพวกเขาให้ดี ข่าวสารเพิ่มเติมเชิญที่ www.spinnacle.net

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.