คอลัมน์ เปิดหู ปิดตา
โดย อัษฎา อาทรไผท
เมื่อ 20 ปีที่แล้วใครจะเชื่อว่าในอีก 2 ทศวรรษให้หลัง เพชร โอสถานุเคราะห์ จะกลับมาวาดลวดลายเพิ่มเสน่ห์ คุณภาพและสีสันให้กับวงการเพลงไทยอีกครั้ง สำหรับผลงานเอกของคุณเพชรเหล่ามนุษย์เพลงทั้งหลายคงไม่มีใครไม่เคยได้ยินเพลง “เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ)” อันโด่งดังติดหูแบบกาวตราช้างมาตั้งแต่แรกคลอด จวบจนปัจจุบันที่แม้มีศิลปินหลายรายพยายามนำมาทำใหม่หลายรอบ แต่กลิ่นความวิเศษนั้นช่างห่างไกลของจริงยิ่งนัก
แม้นักวิจารณ์จะชอบบอกว่า คุณเพชรมีเพลงดังแค่เพลงเดียว แต่จริงๆ แล้วเพลงเกือบทั้งผลงานชุดแรก “ธรรมดามันเป็นเรื่องธรรมดา” ของเขา อัดแน่นไปด้วยเพลงที่ทำให้คนหูลุกได้ทั้งชุด และเป็นจุดก่อเกิดเบิกทาง เปิดแรงบันดาลใจให้กับนักดนตรีหัวใจอิเล็กทรอนิกส์รุ่นหลังอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพลง “ธรรมดา” (ที่แสนจะไม่ธรรมดา) “ดิ้นกันไหมลุง” และอีกหลายเพลงที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองผ่ายุคและมุมมองกว้างไกลทั้งทางด้านภาษาที่ขนมาใช้หลายสัญชาติ และด้านดนตรีที่กล้าแหวกดงโน้ตเพลงไทยออกมาประกาศศักดาคนดนตรีตัวจริงอย่างเต็มตัว
มาถึงวันนี้งานชุดที่ 2 Let”s Talk About Love ของเขาทำออกมาได้อรรถรสต่อเนื่องจากงานเมื่อ 20 ปีที่แล้วอย่างแทบไม่มีรอยต่อตะเข็บ เนื่องจากเนื้องานดนตรีเป็นแนวเดิม แนวอิเล็กทรอนิกส์แบบ 80″s ที่เมื่อก่อนเป็นของใหม่ไม่คุ้นหู แต่ปัจจุบันกลายเป็นดนตรี retro เท่ๆ จากอดีตไป และยังมีบางส่วนที่ได้กลิ่นสมัยใหม่บ้าง เสียงร้องของคุณเพชรยังฟังเนียนเหมือนเดิมจนไม่อาจบอกได้ว่าเขาอาวุโสขึ้นกว่าเก่าเยอะ ทรงผมของเขาไม่ธรรมดาเช่นเคย แต่คราวนี้มาแบบหัวฟูเคราแพะต่างจากขนหัวลุกตั้งพิสดารของเมื่อชุดหนึ่ง ส่วนแคแร็กเตอร์เด่นสิ่งเดียวที่ยังไม่เคยเปลี่ยนคือแว่นตาดำ
ใน Let”s Talk About Love จากการฟังทั้งชุดมาหลายรอบ กลับไม่มีเพลงโคลนนิ่งเพลงฮิตอย่าง “เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ)” ที่ส่วนมากหากศิลปินใดประสบความสำเร็จกับเพลงไหน มักจะพยายามทำ เพลงคล้ายๆ มาหยอกหลอกหูผู้บริโภคซ้ำสอง เพราะน่าจะดังชัวร์สำหรับเพลงที่คาดว่าน่าจะทำมาให้ใกล้เคียงเพลงไม่ใช่ผู้วิเศษ น่าจะเป็นเพลง “Man in Bangkok (ไอ้เชยที่บางกอก)” เพราะนำเสนอเนื้อหาถ่อมตนปนน่ารักเหมือนเดิม แต่คราวนี้หนักกว่าเก่าเพราะเป็นไอ้เชยจากบางกอกที่เดาะมาหลงรักสาวนิวยอร์ก เนื้อหามีเสน่ห์น่าฟัง คุณเพชรปล่อยเนื้อเพลงมาแบบไฮบริด เป็นการควบรวมของคำจากยุคสมัยเชยๆ เมื่อสัก 20 ปีที่แล้วเข้ากับเรื่องราวหลังมิลเลนเนียม โดยผสานศัพท์ตกยุค เช่น “เดาะ” เข้ากับศัพท์ทันสมัยอย่าง “MSN” ได้เข้ากันอย่างเหลือเชื่อ
สำหรับดนตรีนั้นอิเล็กทรอนิกส์ล้วนๆ เปิดฉากมาด้วยเมโลดี้จากเสียงซินธีไซเซอร์แอนะล็อกแนวถนัดของเขา แม้ใช้เมโลดี้ง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยความละมุนหู สุ้มเสียงสังเคราะห์ต่างๆ ผสมกันออกมาพาคนฟังฝันเห็นภาพไอ้เชยจากบางกอก กำลังแอบชะเง้อมองรอสาวเสน่ห์จัดทันสมัยจากมหานครนิวยอร์กแบบความหวังเลือนลาง บรรยากาศเพลงสอดคล้องกับเนื้อร้อง ออกมาเป็นเพลงรักลมๆ แล้งๆ จากชายเชยๆ ที่เฝ้ารอคอยสาวเซอร์ๆ อยู่ไกลๆ นี่คือแค่ 1 ใน 11 เพลงที่หากเฉลี่ยเวลาที่หายไปจากวงการเพลงของเขาคำนวณออกมาคร่าวๆ ได้ว่า เพลงหนึ่งๆ ใช้เวลาถึง 1.8 ปีในการรังสรรค์ และนี่แหละคือมหาอัลบั้มแห่งสยามประเทศของจริง
มาคราวนี้เพชร โอสถานุเคราะห์ ไม่ได้อยูภายใต้ค่ายเพลงใด เขาเปิดบริษัท Petcho Records มารองรับงานของตัวเอง และควบคุมดูแลการผลิตเองทั้งหมดโดยมีทีมงานหน้าเก่าผสมใหม่มาเป็นกองหลังให้แบบเต็มพิกัด ว่ากันว่าอัลบั้มชุดนี้จะมีมิวสิกวิดีโอครบทุกเพลง โดยแต่ละ เพลงกำกับฯโดยผู้กำกับฯระดับเทพจากทั้งในและนอกประเทศ เรียกว่างานชุดนี้หากเป็นงานทิ้งทวนก็น่าจะฝากชื่อและชั้นไว้ในตำนานเพลงไทยได้อีกตราบนานเท่านาน เมื่อทุนและศิลปินมาเจอกัน ความหฤหรรษ์ของจริงก็บังเกิดขึ้น และนี่แหละคือสิ่งที่นักดนตรีไทยต้องการ
ส่วนหากใครอยากไปสมัครร่วมค่ายกับคุณเพชรท่าจะยาก เพราะผมก็ลองฝากคนไปเลียบเคียงมาแล้ว ได้ความว่าบริษัทที่ตั้งมานั้นรองรับแต่เพชร โอสถานุเคราะห์ เท่านั้น แต่ใครจะไปหยั่งรู้ได้หากใครมีผลงานเข้าตาเข้าหูคุณเพชรจริงๆ ปาฏิหาริย์อาจมีจริงกับชายที่ไม่ใช่ผู้วิเศษคนนี้ก็ได้


ฟังเพลงเพียงชายคนนี้ฯ มานานหลายปี แต่เพิ่งได้มาฟังสดๆในงานT-Shirt ขนลุกจริงเลยอ่ะ พี่ด่องสบายดีใช่ไหมครับ ลูกพี่โป๋ใกล้คลอดแล้วนะพี่
ชอ บๆ
ฟังแล้วก็เพราะดี