Mola mola Sunshine!

คนเขียนเพลงครื้นเครงถึงหนังสือสื่อไปถึงหนังสือพิมพ์

Graffiti ศิลปะหรือขยะสังคม ภาคหนึ่ง กันยายน 29, 2007

Filed under: d-life — donglahoma @ 8:04 pm

(นำมาจากบทความของผมเอง ที่ลงใน D-life ประชาชาติธุรกิจ ครับ)

ในงานศิลปะทั้งหลายแหล่ในโลกหล้า Graffiti หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าภาพขูดขีดเขียนของพวกมือบอน น่าจะเป็นศิลปะแขนงที่น่าน้อยใจที่สุด เพราะผู้คนส่วนใหญ่พากันเห็นว่า เป็นการทำลายล้างมากกว่าสร้างสรรค์ ศิลปินต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ หาโอกาสรังสรรค์จิตรกรรมของตนแบบลับๆ จะไม่ให้แอบได้อย่างไร ก็พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ลงสีบนกระดาษหรือผ้าใบ แต่ดันไปละเลงกันบนสมบัติสาธารณะ จริงอยู่ว่าลวดลายอาจวิจิตร แต่มันผิดที่เจ้าของสถานที่ไม่ได้ขอให้ทำ ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบแห่งความมันส์ในอารมณ์ของเหล่าชาวศิลปิน Graffiti แน่ๆ

บางคนคิดว่า Graffiti เพิ่งมีมาไม่นาน แต่เอาเข้าจริงย้อนกลับไปสมัยกรีกโบราณก็มีเช่น ณ.ซากเมือง Ephesus ที่ปัจจุบันเป็นเมืองหนึ่งในประเทศตุรกี ยังมี Graffiti ให้เห็น ถือเป็นงานมือบอนรุ่นบุกเบิกเลยก็ว่าได้ แต่ไม่ได้ตระการตาอะไร เป็นแค่รอยขูดตามผนังทางเดิน มีเนื้อหาโฆษณาสถานบริการโสเภณี งานนี้คุ้มเพราะขูดไปทีเดียวผ่านตาผู้คนมากมายเป็นพันปี ส่วนร้านโคมแดงที่ว่าคงปิดกิจการไปหลายศษตวรรษแล้ว

มนุษย์มือบอนสร้างผลงานตามที่สาธารณะเรื่อยมาหลายสมัย แต่ Graffiti ตามแบบที่เห็นกันในปัจจุบันนั้น อุบัติขึ้นมาในปลายยุค 60’s ณ.มหานครนิวยอร์ค โดยมีนาย Demetrius เป็นผู้ริเริ่มอันดับแรกๆ รูปแบบงาน ยังไม่งดงาม เพราะพี่ท่านเล่นพ่นสเปรย์เอาดื้อๆ (ไม่ต่างจากฝีมือเด็กอาชีวะบ้านเราในปัจจุบัน) เป็นคำว่า Taki 183 ซึ่งมีที่มาจากชื่อเล่นและบ้านเลขที่ของเขานั่นเอง อาชีพคนส่งเอกสารช่างเหมาะเจาะกับความมือบอนของเขาอย่างเหลือหลาย ไม่ว่าจะตระเวณไปที่ใด ใต้ดินหรือบนดิน เขามีอันต้องจารึกชื่อของเขาโดยการพ่นสเปรย์ไปตามสาธารณะสมบัติและสถานที่ต่างๆ ทำไปทำมา นักข่าวก็เริ่มติดตามเขา และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมเลียนแบบนี้


เวลาผ่านไป งานพ่นเริ่มมีลีลามากขึ้น จากที่พ่นเป็นตัวหนังสือธรรมดา เริ่มมีการประดิษฐ์ประดอย ให้ตัวหนังสือดูน่าทึ่งขึ้น ในช่วงปี 70’s ศิลปินดนตรีแนว Punk เริ่มนำศิลปะการพ่นมารวมกับเพลงล่วงหน้าชาว Rap หลายปีนัก ต่อมาในปี 80’s จึงกลายเป็นงานอดิเรกของแก๊งค์พี่มืดต่างๆ ที่แย่งกันไปเสาะหาพื้นที่ว่างเปล่า มาพ่นประกาศศักดาของกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นตามหน้าผา รถไฟใต้ดิน/บนดิน กำแพง ตึกรามอาคาร รถยนต์ชาวบ้าน และที่ไหนก็ตามที่สะอาดจนน่าพ่น พวกนักพ่นจะพากันไปเติม Graffiti ให้ละลานตา โดยต้องรีบพ่นให้เสร็จในเวลาอันสั้น ซึ่งงานนี้ ต้องใช้ความสามารถสูง เพราะหากงานออกมาไม่งาม แก๊งค์จะเสียหน้า หากพ่นนานไป ตำรวจหรือแก๊งค์อื่นมาพบเข้า ไม่ตายก็ติดคุก


กลางยุค 80’s เมืองมหานครนิวยอร์คแปดเปื้อนไปด้วยจิตรกรรมสเปรย์ทั่วทุกหัวระแหง และคดีเนื่องจากการพ่นมากมาย จนทางการทนไม่ไหว ต้องออกมาตรการเข้ม ทั้งจัดยามเฝ้าตามที่ล่อแหลม ทั้งระดมทุนซื้อสีมาทากลบ ทำให้การพ่นเป็นไปได้ยาก แต่เหล่าชาว Graffiti ผู้คันมือ ก็หาทางออกจนได้ แต่จะหาทางออกอย่างไร ต้องรออ่านกันตอนหน้าเนื่องจากเนื้อที่ว่างเปล่าฉบับนี้หมดแล้วครับ

 

พาทัวร์ United Nation ณ. NYC กันยายน 28, 2007

Filed under: USA — donglahoma @ 8:57 am

img_3534.jpg

พอดีทีมงานของเรา ได้มีโอกาสไปทำงานที่ United Nation ณ. มหานครนิวยอร์ค มาเกือบเดือน เลยเก็บภาพมาฝากกัน นับเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญของโลก ซึ่งผมคงไม่กล่าวถึงมากนัก ในหนังสือที่จะออก จึงนำมาลงให้ชมที่นี่เลย ขอบคุณคุณแป้ง ที่เอื้อเฟื้อภาพครับท่าน

img_3535.jpg

รวมภาพหัวหอกของยูเอ็น คนขวาสุดนี่คุ้นเคยเพราะคือท่านโคฟี่ อันนัน ที่เพิ่งจะหมดวาระไปได้ไม่นานนี้เอง ส่วนคนเกาหลีที่มาแทน ไม่มีรูปเพราะตัวจริงยังเพ่นพ่านอยู่ในตึกอยู่ เพื่อนผมบอกว่า เวลาไปทำงานที่ยูเอ็นที่นั่น เขาจะถามเลยว่าเป็นคนเกาหลีหรือเปล่า ถ้าเป็น จะได้รับการปฏิบัติดีเป็นพิเศษ เรียกว่าเลียกันรอบทิศเลยทีเดียว ส่วนเพื่อนผมชาวไทย โดนต่างชาติที่มาทำงานเฉพาะกิจด้วยกัน ลบหลู่เสียจนเขาไม่ขอกลับมาทำงานต่อในปีหน้าอีกแล้ว

img_3537.jpg

พอดีถ่ายผ่านกระจกไม่ได้ใช้เลนส์พิเศษ แต่พอจะเห็นจางๆ ได้ว่านี่คือเรือสุพรรณหงส์จำลอง ที่ชาวไทยเราขนไปตั้งตระหง่านอยู่ที่อาคารยูเอ็น งดงามตระการตาดีแท้

img_3538.jpg

ส่วนนี่ก็คืออีกชิ้นของศิลปะไทย ที่มาตั้งให้คนนานาชาติ ได้ชื่นชมกันอีกชิ้น

img_3540.jpg

ห้องประชุมของยูเอ็น ที่บรรดาผู้นำของโลกมาถกเถียงเรียกร้องต่อรองออมชอมน้อมรับ กันอยู่ในนี้นี่เอง

img_3543.jpg

ภาพโดย Norman Rockwell จิตรกรเอกของเมกา ภาพแสดงผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์ หลากสัญชาติ ต่างศาสนา มารวมกันอยู่ด้วยกันได้ เฉกเช่นองการยูเอ็นนี่เอง แต่เพื่อนผมทะเลาะกับชาติต่างๆ กระจาย แถมมันยังมาบอกเพื่อนผมอีก ว่ายูไม่ใช่คนไทยแท้หรอก เพราะหากเ็นไทยแท้จะนิสัยดีกว่านี้

พวกชาวฝรั่งเศสและเฮติ ที่ตำหนิเพื่อนผม คงเคยทำงานกับคนไทยสมัยยิ้มรับพยักตอบมาก่อน มาเจอคนไทยรุ่นใหม่หัวใจWifi ก็มีอันช๊อคสิครับ

 

ทริปที่รอการไป กันยายน 27, 2007

Filed under: ไกด์ มหัศจรรย์ — donglahoma @ 7:15 pm

คลอดแล้ว หมายกำหนดการในอากาศ ไปแน่เพื่อเขียนหนังสือท่องเที่ยว แต่เมื่อไหร่ ไม่บอก บอกได้ว่าคือ

ตะลอนจับแกะแทะกีวี นิวซีแลนด์ 30 วัน เหนือจรดใต้ บายสี่ล้อละออทัวร์ ดูแลการผลิตโดย ริบบิน มือขวาของผมเอง

ขับผ่าอเมริกา 50 วันข้ามประเทศซ้ายสุดทะลุขวาสุด พุชทูเดอะลิมิท จาก San Francisco – Yosemite National Park – Los Angeles – Las Vegas -  Bryce Canyon – Dinosaur National Monument -   Grand Teton National Park – Yellowstone National Park – Devil’s Tower – Mount Rushmore – Omaha – Chicago – Toledo – Pittsburgh – DC – Pennsylvania – New York  – New Heaven – Hartford – Providence – Boston – New Hamshire – Maine – Albany – Niagara – Syracuse – Long island

สบโอกาสเมื่อไรไปทันที แบบไม่มีปี่แต่มีขลุ่ยคนละอันสองอัน มีข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อไร จะรีบมาบอก แต่บอกไว้ก่อนว่ายังไม่ไปเร็วๆ นี้ เพราะต้องรอให้ท่านบีค่อน โตสักหน่อยจะได้อร่อยหัวใจในการท่อง

 

ตัวอย่างอีกตอนจาก ภาคต่อเล่นทหาร “บอสตันที่ฉันเคย” ตอนที่จะไม่มีในหนังสือ เพราะไม่ผ่าน กันยายน 26, 2007

Filed under: ribbee — donglahoma @ 7:52 am

และนี่คือตอนที่โดนตัดออก เนื่องจากเนื้อหาไม่ผ่าน เลยเอามาลงให้อ่านเล่นกัน บางส่วนโดนตัดออกไปแล้ว เพราะมันเลวร้ายเกินไป และนี่คือสิ่งที่เหลือ หากใครอ่านแล้วไม่พอใจ ผมขอโทษด้วยครับ ไม่ได้พูดถึงคุณหรอก ผมนั่งเทียนเขียนเอา

17. คบคนเสียระวังเสียคน

ด้วยความที่เป็นเมืองมหาลัย ประชากรชาวคะนองจึงเดินกันยั้วเยี้ยไปหมด ในบรรดานักเรียนไทย ก็มีทั้งคนดีคนเสีย คนดีนี่เข้าใจง่ายว่าเป็นอย่างไร ส่วนคนเสียนี่อาจจะงงความหมาย ความหมายของมัน จริงๆแล้ว ไม่ต่างอะไรจาก น้ำเสีย หรือ ของเสีย ซึ่งหากน้ำเสียเพียงหยดเดียว ไปเจือปนเข้ากับน้ำดีเป็นลิตร น้ำขวดนั้นก็จะหมดสภาพน้ำดีไปทันที ไม่ต่างกันกับคนเสีย ที่พาคนดีให้เลว เหลวไหลระยำต่ำช้าไปได้ง่ายๆ หากใครหลงไปคบมัน บางคนกลับตัวทันก็ไม่เป็นไร หากแต่มีอีกหลายคนที่ถลำลึก ทำให้ชีวิตวัยรุ่นฉาบฉวยของพวกเขา ทำให้ชีวิตที่เหลือเปลี่ยนไปเขียนบันทึกอยู่บนบัญชีหนังหมาตลอดกาล

เรื่องของคนที่เสียแล้วเสียเลย ผมไม่กล้าเอื้อนเอ่ยมาก เพราะอาจจะโดนหมายหัวได้ เนื่องจากแม้จะเสียคนไปแล้ว แต่ท่านเหล่านั้น ไม่ใช่คนเสียธรรมดาๆ ชาติตระกูลของพวกเขายังคงมีอิทธิพลอยู่ หากโมโหอาจชวนลูกตะกั่วมาจั่วหัวผม และหากมีอะไรเกิดขึ้นกับผม รายชื่อของคนที่ตำรวจควรไปกดกริ่ง ได้ถูกเก็บไว้อย่างดีในตู้เซฟแล้ว ฉะนั้น หากท่านไหนอ่านแล้วเคือง กรุณาอย่าคิดมาแก้แค้น เพราะคนอ่านเขาไม่สามารถรู้ว่าผมพูดถึงใคร ฉะนั้นจงใจเย็นๆ

เริ่มด้วยเรื่องที่เล่าไม่ได้ อยากแต่บอกกล่าวสั้นๆ ให้ทราบว่า ที่ บอสตัน มีนักเรียนไทย ที่ครอบครัวก็ดีแต่มีอันเป็นไปในการกระทำ เป็นเหตุให้ความระจำมาเยือน ตัวอย่างเช่น (ตัวอย่างนี้อาจไม่ใช่เรื่องจริง)
- พ่อแม่ให้เงินมาเรียนเฉยๆ แต่เพื่อนมีเงินไว้จับจ่าย จึงต้องหาทางผลิตเงิน เพื่อปรนเปรอของนอกกาย จนใช้สมองในทางที่ผิด ทำใบเสร็จค่าเล่าเรียนปลอมส่งกลับบ้าน ส่วนเงินนั้นนำไปใช้สุรุ่ยสุร่าย เป็นเหตุให้ที่บ้านเข้าใจว่าเรียนแต่จริงไม่ได้เรียน เป็นอย่างนี้อยู่หลายเทอม สงสัยไม่น่าจะเรียนจบ
– สตรีพี้ยามักมาก ที่มั่วเซ็กซ์ไม่เลือกเผ่าพันธุ์ และอาชีวะ ชาติโน้น ชาตินี้ เป็นโหล ตอนท้ายเกิดท้องโตขึ้นมา งงเป็นไก่ตาแตก หาคนรับแทบไม่ทัน
- นายเควาย เช่ารถ Lexus รุ่นใหม่มาใช้ เพราะตอนแรกกะจะเรียนต่อดนตรี สัญญาอายุสามปี แต่ผ่านไปปีเดียวยังไม่ครบสัญญาเช่า เควายมีเหตุต้องกลับเมืองไทยก่อน เลยมีคนมาขอเช่าต่อแบบไม่ได้โอนชื่อ เพราะหากโอนชื่อไป ทางบริษัทรถคงไม่ยอม เนื่องจากเขาคนนั้นเครดิตห่วยแตก เควายก็ดันไว้ใจ เพราะเห็นเป็นคนรู้จักกัน และก็ขี้เกียจไปทำเรื่องยกเลิกเช่าให้วุ่นวายโดนปรับหลายเหรียญ เลยหยวนๆไป เวลาผ่านไปหลายเดือน กลับไปเมืองไทยได้นานแล้ว อยู่ๆก็มีโทรศัพท์ โทรมาขู่ บอกว่ามาจากบริษัทที่ให้เช่ารถ อย่าคิดว่าหนีกลับมาเมืองไทยแล้ว เควายจะพ้นความผิด ให้เอารถมันคืนมา แล้วตามด้วยคำสบถที่ออกเสียงคล้ายๆพืชที่เรียกว่าฟัก เจ้าเควายฟังเข้าก็ตกใจ กว่าจะให้มันเลิกด่า ก็นานพอควร มันบอกมาว่า ขาดส่งค่าเช่าไปสี่เดือนแล้ว และพอมันติดต่อไปที่ๆอยู่ของเควาย ก็ไม่มีใครอยู่ โทรไปก็ไม่มีเบอร์นั้นแล้ว ครั้นจะเข้ายึดรถคืน ก็ไม่รู้จะไปที่ไหน เป็นเหตุให้มันโมโหมาก และได้แจ้งให้เครดิตของเควายที่ประเทศอเมริกาเสียไปแล้ว ตอนนี้กำลังติดต่อทางเมืองไทยให้หาเควายให้เจอ แล้วมันก็ได้เบอร์ที่บ้านที่เมืองไทยของเควายมา น่ากลัวจริงๆ เควายก็ได้แต่โชว์ความบริสุทธิ์ใจ ไม่อยากโดนตราหน้าว่าขโมยรถเป้นหนที่สอง บอกมันไปว่า จริงๆแล้ว ให้เพื่อนเช่าต่อ แล้วเขาสัญญาว่าจะส่งค่าเช่าให้ สงสัยโดนเบี้ยว ทางรถเช่าก็ด่ามาอีก ว่ามึงไปให้คนอื่นเช่าต่อได้ไง ไม่มีสิทธิ เอารถกูคืนมา กูเอามึงตายแน่งานนี้ ให้เวลาสามวัน หากไม่ได้รถคืน อย่าคิดว่าอยู่เมืองไทยแล้วจะรอดพ้น โอ้โหโหดสาดเลย เควายงี้เข่าอ่อน นี่เควายโดนอีกแล้วหรือนี่ ไปยุ่งเกี่ยวกับคนเสีย เสียถึงตัวจริงๆว่ะ เควายก็รีบรับปากไปว่าเดี๋ยวจัดการให้โดยเร็ว มันบอกมันจะคอยดู แล้วกระแทกหูใส่จนขี้หูเควายสั่นระเร่า
- เควายติดต่อไปยังไงก็หาคนที่เชิดรถไปไม่เจอ เลยโทรไปที่บ้านเขาที่เมืองไทย ปรากฎว่า…….(เซ็นเซอร์)

คราวนี้ขอมาที่เรื่องของรุ่นน้องคนหนึ่งของผม ที่ยอมกลับใจแล้วมาตีแผ่ให้เราทราบว่า พวกทายาทเจ้าสัว เขามั่วยากันอย่างไร ตอนแรกได้ยินว่ามั่วยา ผมก็คิดเลยเถิดไปว่าต้องมีเรื่องกามรมณ์มาอมเกี่ยวด้วย แต่พอฟังแล้วที่นักเรียนไทยกลุ่มนี้ทำ มันก็ไม่โหดเหมือนที่คิด แต่มันก็เอี้ยอยู่ดี แถมแต่ละเมเบอร์บอกชื่อท้ายไปทุคนในอาณาจักรไทยเป็นต้องร้องอ๋อ แต่เขาขอไว้ ส่วนผมนั้นไม่กล้าบอกหลอก เดี๋ยวชะตาขาด พลาดไปจะไม่ได้เขียนภาคสาม ที่สัญญาว่าจะฮาร์ดคอร์ขึ้นไปอีก

น้องรักคนนี้ ตอนนี้กลับตัวเป็นคนดี มีภรรยาที่โคตรดีเด่น แถมตัวเขาในปัจจุบันก็มีงานเจ๋งๆทำ แต่ใครจะรู้ว่าแต่ก่อนนี้ เขานี่แหละขาอัพยามหาลัย ย้อนกลับไปสมัยบอสตัน น้องโอ๊คบอกว่า ยาหาได้ง่ายมากพี่ ขอแค่มีเงินเป็นได้ Get high กันหมด ลำพังเขาคนเดียว คงไม่บ้าไปเล่นยาหรอก ต้องทำกันเป็นก๊วนเป็นแก๊ง ก็จะใครที่ไหน ลูกหลานธุรกิจยักษ์ใหญ่ไทยแลนด์ทั้งนั้น แต่พวกนี้ไม่ได้บ้านแตก หรือมีปัญหาทางใจอะไร แค่อยากสนุกครื้นเครงหัวใจเท่านั้นเอง จึงมารวมตัวกัน แล้วแบ่งปันเภสัชหายาก อันมีสรรพคุณเป็นยาระบายอารมณ์ให้หลุดพ้นความเซ็ง

ที่น้องโอ๊ค(นามสมมุติ) เล่าให้ผมฟังพลางจิบเหล้าไปด้วย เขาบอกว่า วันไหนว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็จะนัดมาเจอกันที่อพาร์ทเมนต์ เพื่อมารักษาโรคเหงากัน ส่วนแหล่งยานั้น หากบอกแล้วจะไม่มีใครเชื่อ เพราะเอเย่นคือเด็กฝรั่งนักศึกษาจากสถาบันเก่าแก่ ขลังที่สุดในบรรดามหาลัยในโลกหล้า มหาลัยนี้ใครๆมาบอสตันก็อยากไปเข้า อย่างน้อยหากฉลาดไม่พอ ขอเข้าไปถ่ายรูปกับรูปปั้นข้างในก็ยังดี และนั่นคือแหล่งที่มาของซัพพลายเออร์ของชมรมเภสัชญเมานี้ เมนูมีไม่มาก เพียงสี่อย่างเน้นๆ ได้แก่

- ลูกโป่ง หรือ แก๊สยาสลบไนตรัสนั่นเอง วิธีทำไม่ยาก นำแก๊สอัดใส่ลูกโป่ง เลือกสีตามใจชอบ จากนั้นก็เอาลูกโป่งมาดูดแบบดูดปุ้น เท่านี้ก็จะหลอนแบบเห็นอะไรเป้นสามมิติไปหมด ชีวิตจะเหมือนเดินเล่นอยู่ในหนัง3D ตื่นเต้นเร้าใจทุกลมหายใจเข้าออก
- ยาเค ความจริงเป็นยาสำหรับใช้กับสัตว์ แต่เมื่อมาใช้กับคนก็ให้ความครื้นเครงดีทีเดียว เพราะทำให้รู้สึกเบาบางล่อยลอยไป แถมคุยเก่งแจ้วเจื้อยเลื้อยสนุก หากใครอยากบอกรักสาว แล้วไม่กล้า ขอให้รักษาด้วยยาเค รับรองพูดเก่งโดยไม่ต้องพึ่งสาลิกาลิ้นทองเลยเชียว

- ยาอี ยานี้ยอดนิยม เสพแล้วน้องโอ๊คบอกว่ามีความสุข มันแฮ๊ปปี้ไปหมด สำหรับยานี้หากผู้เสพหมกมุ่นอะไร จะรู้สึกไปในทางนั้นแบบทวีคูณ พอดีพวกนี้มันรวยและโชคดีกับชีวาอยู่แล้ว จึงเสพยาแล้วยิ่งหฤหรรษ์ แต่หากบ่าราคะ เสพไปอาจจะกลายร่างเป็นดาราหนังเอ็กซ์ได้ หรือบางคนบ้านก ล่อยาอีเข้าไป ก็ติดปีกบินหลาออกจากระเบียงซะงั้น

- โคเคน คือยาที่เวลานำมาปรุงจะให้ความเพลิดเพลินเจริญใจ อย่างกับทำอาหาร ก่อนที่จะเอาจมูกสูบเข้าไป เมื่อฝุ่นผงมหัศจรรย์ฟุ้งเข้านาสิกไปแล้ว แม้โพลงจะไหม้แดง จนใครๆมองออก ก็ไม่มีใครแคร์ เพราะความสุขะสนุกที่พุ่งขึ้นมาแบบไร้เหตุผลมันมากมาย เพียงพอที่จะสไมล์ไปทั้งคืน

แค่หลังจากเล่นเภสัชพวกนี้แล้ว เมื่อฤทธิ์ของยาหมดลง มันจะทิ้งอาการเศร้าหดหู่อย่างสุดแสนเอาไว้ แต่น้องโอ๊คบอกว่าคุ้มกับความมันส์ที่ได้มา แถมเขายังมีหลักการเตรียมร่างกายก่อนหลังการเล่นกีฬาอัพยาอีก โดยก่อนมาเล่น ควรพักผ่อนมาให้เพียงพอ เพื่อที่จะได้ไม่เดี้ยงหลังเล่นเสร็จ และเมื่อเล่นเสร็จแล้วก็ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอเช่นกัน แค่นี้ทุกคนก็จะพร้อมกับการสนุกในครั้งหน้า เทคนิคอันนี้ก็น่าจะจริง เพราะที่ผมทราบมา คือหนึ่งในสมาชิกของชมรมนิยมยาอีกแห่งหนึ่ง ได้เสียสมาชิกไปหนึ่งชีวิต หลังจากที่เขากลับจากการไปเที่ยวราตรีแบบกลับรุ่ง เมื่อเข้านอนเช้านั้น เขาก็ไม่ลืมตาขึ้นมาดูโลกอีกเลย


ส่วนเรื่องสุดท้าย เป็นวีรกรรมของท่านแน่ เรื่องมันก็มีอยู่ว่า สาวน้อยคนหนึ่งพึ่งมาเรียนที่บอสตันได้ไม่ถึงปี โชคชะตาพาให้ไปถูกคอกับคนเสียเข้าให้ จึงเป็นเหตุให้เธอขาดการติดต่อกับที่บ้าน แถมขาดเรียนด้วย เป็นเหตุให้ทางบ้านส่งญาติมาตามดูว่า เธอเป็นอะไรไป พอญาติมาถึง ก็ไม่อาจค้นหาสาวน้อยคนนั้นเจอ แต่พอได้เบาะแสว่า ตอนนี้เธอไปพำนักอยู่กับสตรีฮาร์ดคอร์อีกท่านหนึ่ง ที่นิยมยาและกามารมณ์ พาสาวน้อยคนนั้นไปฝึกวิทยายุทธ หมายจะให้เป็นผู้สืบทอดความเลวรุ่นต่อไป ส่วนกบดานอยู่ในซอกในหลืบไหน ไม่มีใครรู้ จึงเป็นเหตุให้ แน่ ของเราต้องมากลายเป็นฮีโร่ ที่ต้องเป็นตาแน่ ก็เพราะมันดันรู้จักกับสตรีฮาร์ดคอร์ท่านนั้นดี ตั้งแต่สมัยที่เธอยังใสๆอยู่ ความหวังทั้งหมดของพ่อแม่ของสาวน้อย ฝากไว้ที่ไอ้แน่ทั้งหมด

แล้วไอ้แน่ก็วางแผนการอันแยบยลของมันทันที โดยออกอุบายทำทีว่าอยากไปเที่ยวไปดิ้นใจจะขาด (ทั้งที่หากใครรู้จักมันจริงๆ จะรู้ว่ามันไม่ชอบไปเที่ยวประเภทเต้นๆหรอก) จึงต้องโทรมาถามสตรีฮาร์ดคอร์ว่า คืนนี้จะไปเที่ยวกันที่ไหนล่ะ อยากจะตามไปแจมด้วย สตรีฮาร์ดคอร์หากไม่เมายาอยู่ก็คงลืมใช้สมอง หลงเชื่อว่าแน่มันจะเที่ยวจริงๆ เลยเผยเป้าหมายของเธอสำหรับคืนนี้ จากนั้นแน่ก็หลอกล่อถามว่าใครไปบ้าง ฮาร์ดคอร์ก็บอกมาหมด จนเมื่อได้ยินชื่อสาวน้อยเข้า แน่มันเลยรีบตัดบท แล้วบอกว่าคืนนี้เจอกัน คืนนี้มันส์แน่

และเมื่อเวลาค้างคาวราตรีออกจากรัง แน่และญาติของสาวน้อยมารออยู่ก่อนแล้ว แต่งานนี้แน่มันรอแบบหลบๆ เพราะหากสาวฮาร์ดคอร์รู้เข้าว่ามันคือหนอนบ่อนไส้ ชีวิตของมันที่บอสตันอาจจะอยู่ไม่สุข เพราะเธอมีเครือข่ายอันธพาลอยู่ด้วย ไม่นานแก็งค์ของฮาร์ดคอร์ก็โผล่เข้ามาในคลับนั้น สาวน้อยช่างตาไวเหมือนหนวดแมลงสาป กวาดตาแว๊ปเดียวก็เห็นญาติตัวเองเข้าให้ จึงรีบวิ่งออกไป พร้อมบอกฮาร์ดคอร์ว่าเจอญาติมาตาม เพียงแค่นั้นเอง แก็งค์เวียดนามก็ออกมาอารักขาอย่างทันควัน ที่ไม่ใช่โฮจิมินห์ซิตี้ แต่พี่พวกนี้เขาตามคุม ตามย่านที่เที่ยวคนเอเชีย พี่เวียดนามคือเสี่ยอิทธิพล ท่าทางไม่ได้การ อาจารย์แน่รีบหนีออกประตูหลังไป โดยไม่มีใครเห็น ส่วนญาติคนนั้น จะเป็นอย่างไรก็ตัวใครตัวมัน

แม้จะพลาดไปหนึ่งหน ทางบ้านก็ยังไม่เลิกตามง่ายๆ คราวนี้ทั้งพ่อและแม่ของสาวน้อย บินตรงจากกรุงเทพมาเองเลย ท่านนกต่อของเราก็ทำหน้าที่เดิมต่อไป โดยการหลอกล่อถามทีเที่ยว ซึ่งก็หลอกได้อีกครั้งเหมือนเดิม แต่คราวนี้ท่าทางไม่น่าหนีพ้น เพราะทางบ้านของสาวน้อยพาตำรวจมาด้วย มาเฟียกระจอกย่อมปราชัยต่อเดอะค๊อฟ ดั่งกระจั๊วะแพ้ฮอยฮอย งานนี้จบลงอย่างไร มีนองเลือดหรือไม่ ผมไม่รู้ เท่าที่รู้คือ ไม่กี่ชั่วยามให้หลัง สาวน้อยคนนั้น ก็มีอันต้องกลับเมืองไทยไปแบบตลอดกาล พร้อมบุพการีของเธอ ทิ้งเรื่องเรียนไปเลย เพื่อกลับสู่อนาคตที่ดีกว่า ส่วนอาจารย์แน่ ลอยนวลมาจนวันนี้นี่เอง หากเจ้าตัวอ่านเจอ ก็อโหสิให้เขาด้วย ที่ชีวิตคุณเปลี่ยนไปเป็นดี เพราะมีอาจารย์แน่ช่วยนะจะบอกให้

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.