คอลัมน์ Delicious Groove
เรื่อง อัษฎา อาทรไผท

เมื่อเข้าสู่ยุค 80″s ทางการนิวยอร์ก เริ่มมาเอาจริงกับการกำจัดงานศิลปะที่ไม่ได้ขอมา อย่าง Graffiti ที่เหล่าศิลปินมือบอนพากันพ่นไว้ทั่วบ้านทั่วเมือง พื้นที่กำแพงและสมบัติสาธารณะตรงไหนหมิ่นเหม่ต่อการโดนละเลง จะมีการล้อมรั้วไว้อย่างมิดชิด ทำให้ชาวพ่นลำบากกันไปถ้วนหน้า โดยเฉพาะ Metro Transit Authority หรือองค์กรที่ดูแลการขนส่งมวลชนแห่งเมืองนิวยอร์ก ได้ใช้กลยุทธ์หนามยอกเอาหนามบ่ง ใครมาพ่นไว้ที่ไหน ไม่นานจะมีทีมไปจัดการทั้งทาสีทับ ทั้งลบออกให้กำแพง หรือรถไฟใต้ดินที่โดนพ่น กลับมาหมดจดเหมือนใหม่ดังเดิม แถมยังมีการจ้างยามมาเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา

ปรากฏการณ์นี้สร้างความท้อแท้ให้ศิลปินสเปรย์เป็นอันมาก บางคนเพิ่งไปบรรจงแต่งแต้มงานชิ้นงามมาหมาดๆ กลับไปดูอีกทีโดนทาสีกลบเสียแล้ว ในที่สุดชาว Graffiti จำนวนมากจึงเลิกรากิจกรรมนี้กันไปเอง ส่วนพวกที่เลิกไม่ลงแยกออกเป็นสองพวก พฤติกรรมของพวกเขาเปรียบได้กับพวกใต้ดินและพวกบนดิน
สำหรับพวกแรก เขาเห็นการระวังป้องกันอย่างดีของทางรัฐเป็นเรื่องท้าทาย ทำให้ยิ่งมีกำลังใจที่จะหาลู่ทาง เล็ดลอดเข้าไปซุ่มพ่นตามจุดต่างๆ ที่เลวร้ายเข้าไปอีกคือ นี่เป็นยุคที่อันตรายที่สุดของวงการพ่นสีเลยก็ว่าได้ เนื่องจากพื้นที่อันโสภาที่เหมาะกับการโดนพ่นมันหดหายไปเกือบหมด กำแพงที่เหลืออยู่จึงเป็นที่ใฝ่หาปานทองคำ การเล่นพวกเริ่มจำเป็นขึ้นเรื่อยๆ ไปคนเดียวอาจโดนรุมได้ ไปเป็นฝูงแน่นอนกว่า จึงเกิดเป็นกองทัพนักพ่น ทำให้เกิดสงครามแย่งพื้นที่พ่นกันระหว่างแก๊งนักพ่นต่างๆ ให้ล้มหายตายเจ็บกันไปด้วยเหตุเพียงน้อยนิด บางกลุ่มก็ยอมผันตัวไปเป็นพวกเร่ร่อนตามเมืองต่างๆ เพราะสู้เจ้าถิ่นไม่ไหวก็มี

ส่วนพวกที่สอง อัพเกรดตัวเองเป็นศิลปินแกลเลอรี่ ในยุค 80″s ยังไม่มีงานแนว Graffiti ออกไปเพ่นพ่านนอกมหานครนิวยอร์กมากนัก เมื่อลีลาการพ่นไปเข้าตา นักค้างานศิลปะที่เข้าใจธุรกิจเข้า ก็มีการอัญเชิญเหล่าศิลปินบางรายไปวาดลวดลายบนกำแพง แบบเจ้าของเป็นใจ และแล้วเงินทองก็ไหลมาเทมาสู่ศิลปินนักพ่น ที่ผันตนมาเป็นนักจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งในปัจจุบัน Graffiti ได้รับการยอมรับให้เป็นศิลปะแขนงหนึ่งของ modern art ไปแล้ว โดยมีการแสดงผลงานตามพิพิธภัณฑ์ศิลปะทั่วไป ศิลปินดังๆ อย่าง Crash หรือ Johm Matos บิดาแห่งการพ่นรถไฟใต้ดิน ที่ตั้งแต่กลับใจมาพ่นบนดิน มีคนชมชอบมาจ้างให้ไปพ่นนู่น พ่นนี่ ตั้งแต่กีตาร์ยันหลังคาบ้าน สามารถหาเงินได้มากพอๆ กับดาราฮอลลีวูดเลยทีเดียว
ตอนนี้คงทราบกันแล้วว่า ตกลง Graffiti นี้คือศิลปะ หรือขยะสังคม หากถามผม มันอยู่ที่คนมอง และการกระทำของนักพ่นแต่ละคน ไม่ว่าเขาจะเป็นศิลปินบนดิน หรือศิลเปรอะที่ผิดกฎหมาย เนื้องานออกมาดีแค่ไหนไม่ใช่ประเด็นหลัก ขอให้ทำอะไรให้ถูกให้ควร แล้วจะอยู่ได้นาน เมื่ออยู่นานพอ สักวันหากมันดีจริง ต้องมีคนเห็นคุณค่า เมื่อวันนั้นมาถึง ขยะจะกลายสภาพเป็นงานศิลปะราคาแพงเอง ไม่เชื่อไปถามป๋า Crash ดูได้
(หน้าพิเศษ)




















มาดูแล้วอยากมีส่วนร่วม