Mola mola Sunshine!

คนเขียนเพลงครื้นเครงถึงหนังสือสื่อไปถึงหนังสือพิมพ์

ขอบคุณครับที่ขอเพลง Mola mola ทางวิทยุ พฤษภาคม 31, 2008

Filed under: Mola mola Sunshine! — donglahoma @ 11:12 pm

พรุ่งนี้มาดูกันว่าเราจะขึ้นไปอยู่อันดับไหน (หรือจะลงไปแน่นิ่งอยู่ที่ใด) Fat 40 จะมีการจัดอันดับใหม่อีกครั้ง ใครว่าง บ่ายๆ เปิดฟังดูได้ครับ วันนี้ได้ข่าวมาจากวงในว่า มีเพื่อนๆ มาขอเพลงมากเมือนกัน แถมมีบางคนโทรมา แล้วเปลี่ยนเสียงไปเรื่อยๆ มีทุ้มมีแหลม ทางคลื่นเขาคาดว่าจะเป็นคนเดียวกัน แต่ผมชอบนะครับ ทำให้เห็นว่ามีแฟนเพลงอยากให้เราได้ดีกัน ขอบคุณครับ โหวตกันต่อไป หากคุณชอบ วับวาว ก็ขอเพลงต่อได้เลยครับ

ด่อง

 

Enchanted Soundtrack : มนต์สะกดแห่งเพลงการ์ตูนจาก Disney พฤษภาคม 31, 2008

Filed under: d-life — donglahoma @ 12:39 am

คอลัมน์ Sound Delicious

เรื่อง อัษฎา อาทรไผท

นานมาแล้วที่ Disney ทำการ์ตูนมาให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยได้เพลิดเพลินผ่อนคลาย ไปกับเรื่องราวสนุกสนานที่มักจบลงอย่างมีความสุข ดูกี่ครั้งก็ไม่มีทุกข์ เพราะไม่มีใครไปเข้าข้างตัวร้ายอยู่แล้ว เสน่ห์แห่งแอนิเมชั่นนี้ เป็นเหตุให้ผู้คนนิยมการ์ตูนจากค่ายนี้ จนกลายเป็นเรื่องคลาสสิกระดับโลกไปก็มาก แต่คราวนี้ในยุคที่แอนิเมชั่นแบบ 3 มิติ ที่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างงานแทนพู่กัน Disney เจ้าพ่อแห่งการ์ตูน หลังจากสร้างงานแบบ 3 มิติออกมาจนประสบความสำเร็จไปแล้วมากมายจนอิ่มตัว ก็ถึงเวลาที่จะต้องใช้ความเป็นผู้นำ เหวี่ยงการนำเสนอการ์ตูนให้แหวกแนวทะลุมิติออกไปอีก

แต่คงไม่มีใครคิด ว่าคราวนี้ Disney จะเลือกเอาคนมาเล่นแทนการ์ตูน เพราะใน Enchanted เจ้าหญิง เจ้าชาย และนางมารร้าย จะหลุดจากโลกการ์ตูน ออกมาตะลุยโลกมนุษย์กันแบบตัวเป็นๆ สร้างความแปลกใหม่ให้วงการได้อีกครา เนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร อย่าไปสนใจ เพราะนี่คือคอลัมน์เพลง เราจึงจะมาเน้นกันที่เพลงประกอบ ซึ่งนับเป็นงานที่ไม่ธรรมดางานหนึ่งเลยจริงๆ ดีไม่ดีจะน่าสนใจกว่าตัวหนังเสียอีก เพราะคนทำเพลงใช่ใครที่ไหน เป็นการกลับครั้งใหม่ของ Alan Menken ที่เคยร่วมกันเขย่าร่องเสียงให้กระหึ่ม ด้วยงานเพลงแอนิเมชั่นอย่าง The Little Mermaid, Beauty and the Beast, Aladin, Pocahontas แถมคราวนี้ยังจับมือมากับ Stephen Schwartz ซึ่งหากใครเป็นคอละครเพลง คงทราบดีว่าพี่แกเป็นเซียนประพันธ์เพลงบรอดเวย์ ที่รังสรรค์งานอย่าง The Prince of Egypt และ Wicked ออกมางามจับหู โดยทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาแล้วจาก The Hunchback of Notre Dame และ Hercules

นอกจากนั้นยังมีศิลปิน pop นามว่า Jon McLaughin และ Carrie Underwood

มาเติมเต็มความตราตรึงใจให้ soundtrack ชุดนี้อยู่ในใจคุณได้อย่างมิรู้ลืม

Soundtrack Enchanted ประกอบด้วยเพลงร้อง (song) 6 เพลง และดนตรีประกอบภาพยนตร์ (score) 9 เพลง โดยเฉพาะส่วนที่เป็น score (track 6-14) บอกได้เลยว่ามันช่าง Enchanted สมชื่อจริงๆ เพราะเพียงแรกฟังก็เหมือนมีมนต์สะกดให้ต้องฟังไปจนจบ ส่วนใหญ่จะได้อารมณ์และบรรยากาศตามแบบ score ที่ใช้ประกอบแอนิเมชั่นยุคคลาสสิกอย่าง sleeping beauty และ Snowwhite and Seven Dwarves รวมๆ แล้ว อารมณ์ดนตรีสบายหู ฟังง่ายสบายใจไปเรื่อยๆ มีการซ่อนเมโลดี้ จากผลงาน Beauty and the Beast ไว้ให้นึกถึงเล่นอีกต่างหาก ในเพลง Nathaniel and Pip ฟังชิวๆ เรื่อยมาจนถึงเพลง Narissa Arrives ซาวนด์จะออกแนวมืดมนต์จนน่ากลัว (เนื่องจากตัวโกงมา) มีการร้องแบบ choral ที่ดุเดือดเลือดพล่าน ชนิดหูสั่นขวัญหายกันเลย ถือเป็นจุดสุดยอดของ score ก่อนที่จะมาจบที่บทสรุปในเพลง Storybook Ending ที่ยาวเกิน 10 นาที แต่พอฟังแล้วไม่อยากให้จบ

ส่วนเพลงร้องนั้น ทำมาได้เยี่ยมยอดเช่นกัน เริ่มที่ True Love”s Kiss ที่ยึดแบบมาจากแอนิเมชั่น Disney ยุคบุกเบิก ที่มีนางเอกออกมาร้องเพลงเริงร่าในรูปแบบกึ่ง

โอเปร่า ตามด้วยเพลง Happy Working Song แนวบรอดเวย์ และ That”s How You Know ที่ทำออกมาให้ฟังแล้วต้องนึกถึงเพลง Under the Sea และ Be Our Guest (ทั้งสามเพลงร้องโดย Amy Adams นักแสดงนำ) ต่อด้วยเพลง pop สุดซึ้งอย่างโดย Jon McLaughlin So Close ที่ต้องมีไว้เป็นสูตรสำเร็จ และทีเด็ดคือเพลง Ever Ever After โดย Carrie Underwood ที่ปล่อยออกมาเป็น single โปรโมตภาพยนตร์ และใช้ประกอบเครดิตในตอนจบ เป็นเพลง pop ชั้นดีที่ตั้งใจทำมาให้ติดหูชัดๆ

สรุปง่ายๆ อัลบั้ม Enchanted Soundtrack มีครบทุกรสชาติของดนตรีหรรษา ใครนิยมดนตรีแฮปปี้ ไปหามาฟังได้ ยิ่งใครได้ชมภาพยนตร์ด้วยแล้วจะเพลิดเพลินเข้าไปอีก จากที่ทดลองมา ไม่ว่าจะนั่งฟัง ยืนฟัง นอนฟัง หรือตีลังกาฟัง ก็ช่างไพเราะดีจริงๆ :D (ฉบับพิเศษ)

 

Mola mola Sunshine1′s World พฤษภาคม 28, 2008

Filed under: Mola mola Sunshine! — donglahoma @ 10:04 am

เจอกันที่งาน T-Shirt Festival 4 ณ Impact เมืองทอง และที่เห็นคือ โลโก้ใหม่ของ Mola mola Sunshine! ที่จะไปอยู่บนเสื้อยืด มีทั้งพื้น ขาว ดำ และ น้ำตาล ส่วนโลโก้มีสี น้ำเงินอ่อน เขียวอ่อน และ เหลืองอ๋อย แล้วเจอกันครับ

ด่อง

 

The End of the World : John Martin : วันสิ้นโลก จากมุมมองเมื่อ 150 ปีที่แล้ว พฤษภาคม 27, 2008

Filed under: d-life — donglahoma @ 4:42 pm
The End of the World : John Martin : 1851-1853 (วันสิ้นโลก จากมุมมองเมื่อ 150 ปีที่แล้ว) May 26, ’08 8:36 AM
for everyone

คอลัมน์ Delicious GROOVE โดย อัษฎา อาทรไผท

ทุกวันนี้มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบนโลกบ่อยกว่าที่เคยเป็นมา แถมความรุนแรงยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยอดผู้เสียชีวิตมากมายก่ายกอง จนไม่อยากเชื่อว่านี่คือของจริงมิใช่อิงนิยาย สถานที่ที่ไม่เคยเกิดภัยพิบัติก็กลายเป็นจุดเสี่ยงแห่งใหม่ ที่ที่เคยมีภัยก็ยิ่งมีภัยยิ่งใหญ่กว่าเก่า หรือนี่จะเป็นจุดสิ้นสุดของโลกกัน แน่นอนว่าไม่มีใครตอบได้ เพราะเราไม่ใช่พหูสูต แต่ตั้งแต่เมื่อร้อยห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เมื่อสมัยที่โรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เพิ่งก่อกำเนิดออกมา เริ่มพ่นมลพิษฆาตกรรมธรรมชาติอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ก็มีคนคาดคะเนเอาไว้แล้วว่าวันสุดท้ายของโลกน่าจะกำลังมาเยือน

เขาคนนั้นคือ John Martin จิตรกรชาวเมืองผู้ดี ผู้เป็นผู้ให้กำเนิดภาพวาดสีน้ำมัน The End of the World หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า วันโลกาพินาศ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของมหานครลอนดอน และการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งความเจริญนี้ได้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพแก่ธรรมชาติที่เคยอยู่คู่โลกมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล เขาสื่อออกมาเป็นภาพโทนสีถมึงทึงหม่นหมองสยองขวัญ มันคือภาพการสิ้นสุดของโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น ทุกสิ่งถูกทำลายล้างโดยน้ำมือภัยธรรมชาติ ในภาพมีพายุ ฟ้าผ่า โหมกระหน่ำ ภูเขาไฟระเบิด ลาวาพวยพุ่ง แผ่นดินไหวสะเทือน ปฐพีแยกออกจากกัน คลื่นยักษ์กลืนกินผู้คนทั้งเป็น

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติประเทศอังกฤษวิเคราะห์ว่า ภาพวาดของ John Martin ภาพนี้ สะท้อนเรื่องราวของจุดจบของโลก จาก Revelation 6 ในพระคัมภีร์ไบเบิล ที่กล่าวถึงแผ่นดินไหวครั้งยิ่งใหญ่ เปลี่ยนดวงอาทิตย์เป็นสีดำ พระจันทร์เป็นสีเลือด ดวงดาวร่วงลงสู่พื้นดิน ลมพัดกระหน่ำจนแม้ต้นไม้ใหญ่ก็ยืนหยัดไม่อยู่ ภูเขาและเกาะแก่งเคลื่อนย้ายจากที่เดิมที่เคยอยู่ ผู้ดีมีจนทุกผู้ทุกคนต่างพากันหนีตายไปหลบในโพรงถ้ำ ภาวนาให้หินหล่นลงมาปิดปากถ้ำเพื่อที่จะได้หลบซ่อนตัว

นอกจากภาพจะหลอนแล้ว ประวัติของมันก็น่ากลัวไม่แพ้กัน เพราะนี่คืองานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของผู้วาด เขามีความคิดที่จะเขียนภาพสามภาพเกี่ยวกับจุดจบของโลกทั้งหมด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือภาพ The End of the World นี่เอง แต่แล้วในวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.1853 อยู่ๆ เขาก็เป็นอัมพาต มันร้ายแรงขนาดเขาไม่สามารถใช้แขนขวาหรือพูดได้อีกต่อไป หลังจากทรมานอยู่ระยะหนึ่ง ในที่สุดเขาก็สิ้นลมลงในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1854 เป็นเหตุให้รูปทั้งสามภาพสุดท้ายของเขากลายเป็นรูปที่เขียนยังไม่เสร็จไป เมื่อเขาจากไป ภาพของเขาได้ถูกนำไปแสดงตามเมืองสำคัญต่างๆ ในอังกฤษ แม้ผู้คนจะให้การตอบรับเป็นอย่างดี แต่ Royal Academy of Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะเก่าแก่และยิ่งใหญ่แห่งกรุงลอนดอน กลับไม่ยอมรับงานของ John Martin ไปจัดแสดง ด้วยเหตุผลว่าเป็นภาพที่ไม่เหมาะสม จนในที่สุด Tate Gallery แห่ง National Gallery of British Arts เห็นความสำคัญ และซื้อไปจัดแสดงเป็นการถาวรจนถึงทุกวันนี้

หาก John Martin ยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้ เขาคงจะได้รับข่าวสารถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงทั่วโลก ซึ่งไม่ได้ต่างไปจากในภาพวาดของเขาเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

แต่อย่างไร สำหรับพวกเราชาวปัจจุบัน ไม่ทราบว่าอีกร้อยห้าสิบปีข้างหน้า โลกที่เรารู้จักจะยังเป็นอย่างที่เรารู้จักหรือไม่ รู้อย่างเดียวว่าเดี๋ยวนี้ไม่ต้อง

ไปหาดูรูปมหันตภัยสิ้นโลกกันตามภาพวาดแล้ว แค่เปิดทีวีดูข่าว เดี๋ยวก็ได้เห็นของจริงกัน :D

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.