Mola mola Sunshine!

คนเขียนเพลงครื้นเครงถึงหนังสือสื่อไปถึงหนังสือพิมพ์

Jake Shimabukuro โคตรเซียนอูคูเลเล่ ที่อยากให้คุณรู้จัก มีนาคม 19, 2010

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 4:35 pm

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4180  ประชาชาติธุรกิจ


คอลัมน์ SOUND Delicious

โดย อัษฎา อาทรไผท

หาก ท่านได้ติดตามอ่านคอลัมน์ของผมมาโดยตลอด จะพบว่าผมชอบเขียนเลียบ ๆ เคียง ๆ เกี่ยวกับเจ้าเครื่องสายขนาดจิ๋วหน้าตาคล้ายกีตาร์ ที่คนฮาวายเรียกนามมันว่า

อูคูเลเล่ (หรือเรียกแบบอเมริกันว่า ยูคะเลลี่) คราวนี้ถึงคราวที่ผมจะนำเสนอศิลปินตัวพ่อของ Ukulele กันเสียที

เขา ผู้นั้นหาใช่ผู้เฒ่าที่คร่ำหวอดในวงการมานานหลายทศวรรษ หากแต่เป็นชายหนุ่มชาวฮาวายเชื้อสายญี่ปุ่นวัย 30 ต้น ๆ ที่ชื่อ Jake Shimabukuro เซียนท่านเกิดมาพร้อมลีลาการเล่นอูคูเลเล่ชั้นเทพ เขาเริ่มจับมันมาสตรัมคอร์ดตั้งแต่อายุได้เพียง 4 ขวบ พออายุเข้าวัยรุ่นฝีมือก็ถึงขั้นตั๊กม้อจนใคร ๆ ก็ยอมให้เขาเป็นอัจฉริยะในเครื่องดนตรีนี้ตั้งแต่เขายังหนุ่ม ด้วยลีลาการเล่นสะกดสายตา และเทคนิคการใช้นิ้วว่องไวปานสายฟ้าฟาด แต่นุ่มนวลดุจปุยเมฆ

แม้เขาจะเล่นอูคูเลเล่ เครื่องดนตรีประจำเกาะฮาวาย แต่อย่าเพิ่งคิดว่าแนวเพลงที่เล่นจะออกมาแนวอะโลฮ่า เพราะพี่ Jake เขาจับเอาเจ้าสี่สายตัวน้อยนี้มากรีดกรายสายเอ็น ส่งความสั่นสะเทือนสู่ไม้ Koa เปล่งเสียงออกมาเป็นเพลงร่วมสมัยอิงแนว pop, rock และ jazz ที่อาจจะฟังมันส์กว่าของเดิมอีกด้วยซ้ำไป เพลงของเขาจะมีทั้งเพลงที่แต่งขึ้นใหม่เอง และเพลงคัพเวอร์ที่นำเพลงดัง ๆ มาเล่นในสไตล์ของเขา ซึ่งทุกเพลงจะเสนอในรูปแบบเพลงบรรเลงทั้งสิ้น ใครฟังก็ชอบใจเพราะเสียงเล็ก ๆ ของอูคูเลเล่ในขณะที่มันแหลมบาดอารมณ์ในเพลงเศร้า มันยังเร้าใจในเพลงคึกคักและละมุนหวานในเพลงซึ้ง เรียกว่าเล่นอะไรก็ไพเราะเสนาะหูไป

เสียหมด

เขาคนนี้เองเป็น หนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ทำให้เจ้าอูคูเลเล่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหลัง จากที่มันเคยบูมในช่วง ค.ศ. 1920 และมาซาไปในช่วง 1960″s เนื่องจากกีตาร์มาแทนที่ แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้วเพราะชั่วโมงนี้ผู้คนหันกลับมาสนใจเจ้าตัวจิ๋วนี้อีก หน ต้องขอบคุณ Jake และศิลปินรุ่นใหม่ที่จับ

อูคูเลเล่มาบรรเลงแบบแอดวานซ์ ในขณะที่ยังทำให้งานฟังติดหูง่าย ๆ ผิดกับสมัยก่อนที่มักเอามาตีคอร์ดประกอบ

เฉย ๆ ไม่โดดเด่นนัก หรืออาจจะมีการเล่นซับซ้อนในดนตรีประเภทที่ฟังยาก ๆ ไม่ติดตลาดจนทำให้มันหายไปจากวงการดนตรี 3 ทศวรรษ

สำหรับ เส้นทางสายดนตรีคร่าว ๆ ของ Jake Shimabukuro คือเขาเริ่มตั้งแต่อายุ 4 ขวบ พอเข้าวัยรุ่นเขาไปทำงานพิเศษที่ร้านขายอูคูเลเล่ และร่วมกันกับเพื่อน ๆ ตั้งวงดนตรีชื่อ Pure Heart ขึ้น ไม่นานวงดนตรีนี้ก็โด่งดังในฮาวายจนได้รับรางวัลไปมากมาย รวมทั้ง Na Hoku Hanohano Awards ที่เปรียบเสมือน Grammy Awards ของฮาวาย Pure Hear มีงานออกมา 2 ชุด ทั้ง 2 ชุดได้รางวัลนี้เหมือนกันหมด แต่ต่อมาเขาก็มีอันต้องออกมาตั้งวงดนตรีใหม่ เพราะมือกีตาร์ลาออกจากวง เหลือแต่เขากับมือ

เพอร์คัสชั่น เลยหาสมาชิกใหม่มาเพิ่มแล้วตั้งชื่อวงใหม่ว่า Colon และเช่นเคยงานชุดนี้ก็ได้รับรางวัลสูงสุดของฮาวายอีกครั้ง ขณะเดียวกัน Jake ก็ตัดสินใจออกมาลุยเดี่ยวเป็นศิลปินอูคูเลเล่โซโลในปี 2001 แถมยังเป็นคนแรก ๆ ที่เอา

อูคูเลเล่มาใช้กับเอฟเฟ็กต์กีตาร์ ให้เสียงแปลกแหวกแนวน่าหลงใหลไปอีกแบบ พาให้ผู้คนคอยติดตามงานเพลงของหนุ่มคนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นชื่อเสียงของ Jake ก็ไม่ได้ดังอยู่แต่ในฮาวาย แต่งานของเขาเริ่มออกมาให้คนในวงกว้างกว่าเก่าสดับ เขาก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และทวีมากขึ้นทุกวินาที ในปี 2006 เขาได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Hula Girls และซาวนด์แทร็กจากหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้ความนิยมในอูคูเลเล่กระจายครอบคลุมไปทั่วปฐพี

Jake มีงานเดี่ยวออกมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2001 ถึง 7 ชุดด้วยกัน น่าฟังเหมือนกันทุกชุด มีคนเคยเอาแผ่นมาแนะนำผมแล้วบอกว่าเป็นเพลงบรรเลงกีตาร์ ผมต้องรีบแก้ข่าว บอกเขาไปว่านี่ไม่ใช่กีตาร์ แต่เป็นอูคูเลเล่ ยังมีอีกหลายท่านที่พอเห็นอูคูเลเล่แล้วถามผมว่า “นี่มันของเล่นไม่ใช่หรือ” ผมเลยต้องรีบบอกกลับไปว่า “ไปฟัง Jake Shimabukuro ก่อน” แล้วจะรู้ว่านี่มันของจริงชัด ๆ หาใช่ของเล่นไม่

ป.ล.ท่านใดสนใจฟัง คิดว่าในประเทศไทยคงหายาก แนะนำให้ลองฟังใน youtube ไปก่อน หากชอบค่อยสั่งของจริงมาประดับหู :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 14

 

Jason Mraz’s Beautiful Mess-Live on Earth การกลับมาอีกครั้งของบทเพลงเก๋าบทเก่าในรูปแบบใหม่ มีนาคม 19, 2010

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 4:34 pm
วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4176  ประชาชาติธุรกิจ



คอลัมน์ SOUND Delicious

โดย อัษฎา อาทรไผท

เมื่อ ปีที่แล้วผมได้สดับรับฟังเพลงของ Jason Mraz หนุ่มอเมริกันเชื้อสายเช็กคนนี้โดยบังเอิญในสตูดิโอบันทึกเสียง ตอนนั้นผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่า พอดีในห้องอัดมีศิลปินสยามรายหนึ่งใช้เพลงของพี่ Jason เป็นแบบแผน แล้วทำเพลงออกมาให้ได้กลิ่นคล้าย ๆ กัน ซึ่งในที่สุดเขาก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ไม่ได้เรียกว่าก๊อปนะครับ เพราะหากไม่บอกก็คงไม่มีใครนึกว่ามีต้นแบบมาจากใคร แต่หากบอกแล้วตั้งหูจับผิด ก็อาจจะพอจับคู่ได้คลับคล้ายคลับคลาบางเพลงของ Jason Mraz เขา

แต่ที่ฟังแล้วรู้อย่างโจ่งแจ้งน่าจะเป็นศิลปินสยาม ชื่อดังอีกท่านที่เลือกโคลนนิ่งบางช่วงของเพลงที่ไม่ดังมากของ Jason Mraz มาใส่ในเพลงฮิตของตน จะยืนฟัง นั่งฟัง นอนฟัง หลับตาฟัง ตีลังกาฟังอย่างไรก็ทราบได้เลยว่าหยิบยืมมาแบบโจ๋งครึ่มครับ แต่ก็ยังดีที่แฟนเพลงที่ฟังงานของศิลปินท่านนี้เป็นคนละแนวกับคนที่ฟัง Jason Mraz เลยไม่ค่อยมีการพูดถึงกันนัก ที่น่าแปลกใจคือ ทำไมค่ายใหญ่ ๆ ที่ว่าทำเพลงคุณภาพนักหนาถึงปล่อยงานแบบนี้ออกมา นี่อาจจะเป็นการก๊อปข้ามค่าย อาจเป็นเรื่องใหญ่ระดับฟ้องร้องเลยก็ได้หากฝรั่งเขาเห็นความสำคัญตลาดเพลง ไทย

ที่สาธยายมาข้างต้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหัวข้อเรื่องเลย มาเข้าเรื่องกันครับ คราวนี้ก็ไม่ต่างจากครั้งที่แล้วนัก ผมบังเอิญไปพบเข้ากับซีดีชุดใหม่ของ Jason Mraz โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยคราวนี้ไปเดินอยู่ที่สยามพารากอนแล้วเหลือบไปเห็นคนเดินถือผ่านมา เลยมีอันต้องตรงดิ่งไปที่ร้านซีดีทันที แล้วก็ได้ความว่าอัลบั้มชุดนี้หาใช่งานชุดใหม่ไม่ มันคืออัลบั้มบันทึกการแสดงสดของเขาที่ Chicago นั่นเอง โดยคอนเซ็ปต์ยังคงเหมือนคราวที่แล้ว มีแผ่นซีดี 1 แผ่น พร้อมดีวีดีอีกแผ่น เรียกว่ามีให้ทั้งฟัง ทั้งดูเลยทีเดียว ใครเป็นแฟนเพลงคงจะอิ่มหนำสำราญหู

เพลง ในซีดีเป็นเพลงจากผลงานที่ผ่านมาของเขา ในเวอร์ชั่นที่ได้รับการเรียบเรียงใหม่ ได้อรรถรสดีไปอีกแบบ ที่ขาดไม่ได้คือเสียงบรรยากาศของการแสดงสดที่มีทั้งเสียงกรี๊ด เสียงปรบมือ และเสียงเชียร์ เคล้าไปกับเสียงดนตรี ที่เวลาเล่นสดกันมักจะฟังได้รายละเอียดมากกว่าในแทร็กที่ฟังในสตูดิโอ อัลบั้ม ที่น่าสนใจอีกอย่าง คือมีเพลงบรรเลงชื่อ Copchase ที่เปิดโอกาสให้มือเป่าคู่ใจของ Jason Mraz ทั้ง 3 ได้ออกมาโชว์ลวดลายการสังเคราะห์ลมให้เป็นดนตรีผ่านทรัมเป็ต ทรอมโบน และแซกโซโฟน ออกมาได้อย่างเมามันส์

ส่วนเพลงของ Jason Mraz เองก็เล่นออกมาได้แจ่มไปหมดทุกเพลง แต่ที่อยากให้จับหูฟัง คือเพลง Coyotes ที่เขานำมาเรียบเรียงใหม่ ได้จับจิตจับใจเหลือเกิน เพราะในเวอร์ชั่นจริง มันคือเพลงเร็วมันส์ ๆ เพลงหนึ่ง แต่คราวนี้เขาเอามานำเสนอในรูปแบบเนิบ ๆ แต่แฝงไว้ด้วยจังหวะหนึบ ๆ และความมันส์จากเครื่องเป่า ที่น่าสนใจมากคือช่วงหนึ่งของเพลง Jason Mraz ใส่ลูกเล่นล้อการร้องเพลงแบบ opera เข้าไปด้วย เพิ่มเสน่ห์ในการฟังเพลงสดได้ดั่งใจจริง ๆ อีกเพลงที่ไม่ได้ฉีกแนวเดิมไป แต่ฟังแล้วละมุนหูน่าจะเป็น Live High ที่เล่นแบบในซีดีเลย แต่ในการเล่นสดนี้จะได้ยินเสียงประสาน เสียงกีตาร์เคล้าคลอชัดเจนขึ้น แถมมีการเป่าเครื่องทองเหลืองเพี้ยนหน่อย ๆ ในช่วงโซโล ตามด้วยเสียงเบส

หลุด ๆ เล็กน้อย ที่ทำให้ได้เสพบรรยากาศความสดครบทุกอณูจริง ๆ นอกจากนั้น เพลง Butterfly และ I”m Yours ก็บรรเลงออกมาได้น่าจดจำ จนจำเป็นต้องตั้งหน้าตั้งตาภาวนา ให้ใครช่วยเชิญ Jason Mraz มาเล่นสดที่บ้านเราสักที

ทัวร์คราวที่ แล้วเขาเฉียดบ้านเราไปแล้ว คาดว่าอัลบั้มนี้คงไม่มีการมาแสดงสดแถว ๆ นี้อีกแล้ว ก็ได้แต่หวังว่าในผลงานชุดต่อไป บ้านเมืองไทยคงน่าอภิรมย์พอที่จะทำให้เขาสนใจจะมาเสี่ยงเล่นคอนเสิร์ตที่นี่ บ้าง แต่กว่าจะถึงวันนั้น แฟน Jason Mraz เอาอัลบั้ม Beautiful Mess-Live on Earth มาฟัง มาชม แก้ขัดไปพลาง ๆ ก่อนครับ รับประกันความเพลิดเพลินให้ 4 ดาวครึ่ง ที่ไม่ให้อีกครึ่งเพราะเพลงในซีดี มีน้อยกว่าเพลงใน

ดีวีดี เวลาฟังในรถแล้วไม่ครบเครื่อง แต่ถ้าใครมีเครื่องเล่นดีวีดีในรถ อย่าดูเพลินจนลืมขับรถนะคร้าบ :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 14

 

วงเซอร์สุดเท่ จากสำนัก Jack Johnson “Animal Liberation Orchestra” (ALO) มีนาคม 19, 2010

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 4:33 pm

วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4172  ประชาชาติธุรกิจ


คอลัมน์ SOUND Delicious

โดย อัษฎา อาทรไผท

สวัสดี ปีใหม่ครับ ปีนี้ผมขอมอบของขวัญ เป็นเพลงดี ๆ ที่หลายท่านน่าจะยังไม่รู้จัก เพราะเมืองไทยน่าจะยังไม่มีใครนำเข้ามาขายอย่างเป็นทางการ หรือหากมีคงไม่ได้โปรโมตอะไร เนื่องจากวงดนตรีวงนี้ ยังมีลักษณะกึ่งอินดี้กึ่งบนดินอยู่ คุณ

ผู้อ่านได้ยินชื่อวงที่มีคำ ว่า orchestra แบบนี้ อย่าเพิ่งนึกไปว่าเป็นศิลปินเพลงแนวคลาสสิกนะครับ นี่คือวงดนตรีร่วมสมัยสุดเซอร์ ที่ใช้กลอง กีตาร์ เบส คีย์บอร์ด และอูคูลีลี่ บรรเลงเพลงเท่ ๆ ฟังแล้วมีความสุข เหมาะกับเทศกาลฉลองปีใหม่ ที่อะไร ๆ ก็ดูดีไปเสียหมด

ที่มาที่ไปของวงดนตรีวงนี้ มาจากมิตรภาพล้วน ๆ เริ่มต้นแล้ววงดนตรีวงนี้ประกอบด้วย Zach Gill (Keyboards/Vocals), Steve Adams (Bass Guitar/Vocals), Dan Lebowitz (Guitars/Percussion/Vocals) and Matt West (Drums/Vocals) โดยทุกคน เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนไฮสกูลที่เมือง Saratogaมลรัฐ California จากนั้นมือคีย์บอร์ด Zach Gill ได้มีโอกาสไปเรียนระดับมหาวิทยาลัยพร้อมกับ Jack Johnson ศิลปินชื่อดัง และกลายเป็นเพื่อนรักกัน จนได้รับการชักชวนให้มาเล่นเป็นมือคีย์บอร์ดแบ็กอัพในทัวร์คอนเสิร์ตต่าง ๆ ของเขา หลังจากเล่นไปเล่นมาบรรดาได้สักระยะ Zach ก็ได้ชักชวนเพื่อน ๆ ร่วมก็วนดนตรีมาสู่อ้อมอกของ Jack Johnson กันหมด และได้เซ็นสัญญากับค่าย Firefly Records ของ Jack Johnson ไปในที่สุด และระยะหลัง ๆ มานี้ เวลาที่ ALO มีการแสดงสด Jack Johnson ก็มักมาปรากฏตัว พร้อมร้องเพลงของเขา โดยไม่ได้แจ้งไว้ในรายการแสดงอยู่บ่อย ๆ ทำให้ใคร ๆ ก็ทราบกันว่า ALO กับ Jack Johnson นั้นเป็นพันธมิตรกันอย่างชัดเจน ด้วยแนวเพลง และวิธีการนำเสนอ ที่หากใครชอบวงหนึ่ง ก็น่าจะนิยมอีกวงได้ไม่ยากเย็น

ล่าสุด งานของวง ALO คลอดออกมาแล้วถึงสองชุดด้วยกัน แต่ที่ผมจะมาแนะนำในคราวนี้คืองานจากชุดแรก “Rose & Clover” โดยงานชุดนี้ พวกเขาได้กลั่นกรองแนวเพลงจากที่เคยเป็นแนวทดลองของเด็กมหา”ลัย ให้เป็นแนวที่เสพได้ง่ายขึ้น แต่ถึงจะทำให้เพลงฟังง่ายขึ้น ทีมงานก็ยังมิวายทำเบื้องหลังให้ไม่ธรรมดา พวกเขาคัดเลือกเพลงที่จะเอามาใส่ในอัลบั้มนี้จากเพลงทั้งสิ้น 40 กว่าเพลง ให้เหลือเพียง 10 เพลง จากนั้นพากันไปบันทึกเสียงในโรงนาแถว ๆ เชิงเขา Santa Babara ให้ได้อารมณ์เซอร์เต็มพิกัด พอกลางปี 2007 งานก็คลอดออกมา พร้อมมิวสิกวิดีโอแนวไม่ซ้ำใคร ที่ทำออกมาสำหรับ youtube โดยเฉพาะ เพราะไม่มีให้ชมที่อื่นอีกแล้ว แต่นี่คือแผนการตลาดที่คมคาย เพราะแฟนสามารถหา mv ดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องง้อทีวีช่องไหนเลย

สำหรับ เพลงที่อยากให้ลองฟังกัน คือเพลง “Plastic Bubble” จากอัลบั้มชุดแรกที่ผมกล่าวถึงเมื่อข้างต้น เพลงเป็นแนวสนุกสนาน เน้นความใสในความรุงรัง จังหวะไม่เร็วมาก แต่ฟังแล้วฮอร์โมนแห่งความปีติจะหลั่งออกมา ยิ่งถ้าใครหลงเสน่ห์ของ อูคูลีลี่ (ukulele) เครื่องดนตรีจิ๋วสี่สายจากฮาวายแล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาดการสดับเพลงหฤหรรษ์เพลงนี้ เพราะงานนี้ท่านพี่ Zach เขากระโดดจากตำแหน่งคีย์บอร์ด มาสับ อูคูลีลี่ ตั้งแต่ท่อนอินโทรต่อเนื่องไปตลอดเพลง ที่สำคัญเพลงนี้พี่แกร้องเองด้วย (วงนี้ทุกคนร้องหมด โดยจะสลับสับเปลี่ยนกันคนละเพลงสองเพลง) ส่วนมือกีตาร์ก็ใช่ย่อย มีท่อนโซโล่ที่ดูเหมือนจะเป็นการด้นสดไปเรื่อย ๆ แต่ฟังดูน่าติดตามดีแท้ แถวเวลาดูในการเล่นสด พี่แกก็เล่นได้เหมือนที่ได้ยินในอัลบั้มเลย แสดงว่ามั่วได้เพราะแถมยังจำมาใช้ต่อได้อย่างแนบเนียน สมกับเป็นคนดนตรีตัวจริง ๆ สรุปแล้วเพลงนี้ทำให้ฟังแล้วอารมณ์ดี

ส่วน ความหมายของเพลง สำหรับคนที่ไม่ได้อัพยาฟังอย่างผม พอจะตีความได้ว่า เขากล่าวถึงการมีชีวิตอยู่ในโลกอันสับสนวุ่นวาย ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่คาดไม่ถึง และข้อขัดแย้งต่าง ๆ นานา ซึ่งบางครั้งมันก็ทำให้เศร้า แต่นั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมการมีชีวิตอยู่มันถึงได้สนุกสนานอย่างนี้ ฟังแล้วงง แต่พอเข้าใจได้ครับ

ผู้แต่งเพลงเขาล้ำลึกมาก นี่หากเอางานดี ๆ แบบนี้ไปให้เป็นค่ายเพลงไทย ท่านพี่คนที่พิจารณางานเพลง คงไม่มีวันให้ออก

ผลงาน หารู้ไม่ว่านี่แหละคือศิลปะ ที่วงการเพลงไทยควรหามาประดับวงการเสียบ้างครับ

ปี ใหม่นี้ ALO คงเป็นของขวัญ ที่ช่วยให้คอเพลงหามาฟังกันอย่างสุขสมนะครับ ผมแนะนำให้เข้า youtube จะหาได้เร็วที่สุด ถ้าหากติดใจ ค่อยไปเสาะหากันตามที่ต่าง ๆ ต่อครับ :D (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 14

 

Musketeers เหล่าทหารเสือแห่งวงการเพลงอินดี้ มีนาคม 19, 2010

Filed under: Spinnacle — donglahoma @ 4:32 pm
วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4168  ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ SOUND Delicious

โดย อัษฎา อาทรไผท

ผม ได้ยินชื่อของคนดนตรีกลุ่มนี้ครั้งแรกเมื่อกว่าสี่ปีที่แล้ว จำได้ว่าอ่านเจอในคอลัมน์แนะนำศิลปินอินดี้ใหม่ในนิตยสารเพลงฉบับหนึ่ง แต่ครั้งนั้นรู้จักแค่ชื่อ ทราบว่าเป็นวงดนตรีจากเชียงใหม่ ช่วงนั้น ผมยังไม่ได้เอาหูไปสัมผัสกับเสียงเพลงของพวกเขา จนวันเวลาผ่านไป มีนักดนตรีจากเชียงใหม่ทยอยกันมาแจ้งเกิดในวงการเพลงไทยกันอย่างครึกครื้น จนถึงคิวพวกเขาเหล่าทหารเสือทั้ง 4 จะแจ้งเกิด ผมก็ได้ยินชื่อ Musketeers อีกครั้งจากทางวิทยุ คราวนี้พวกเขาไม่ใช่วง

อินดี้ธรรมดา ๆ อีกแล้ว เพราะได้ยกพลเพลงฮิตติดชาร์ตมาด้วยหลายเพลง การออกรบครั้งนี้มาภายใต้ค่าย Believe Records ในเครือ Butterfly ที่รวมคนดนตรีคุณภาพ แนวทางของพวกเขาไม่ได้แปลกแหวกแนว ยังคงเป็นเพลง pop rock ไม่ช้าไม่เร็ว ฟังกำลังสบายหู แบบฟังง่ายขายคล่อง แต่ขอบอกว่าไม่โหลนะครับ กลับมีเสน่ห์น่าฟังอย่างบอกไม่ถูกอีกด้วย

โดยเฉพาะสุ้มเสียงแหบ หล่อของนักร้องนำ นามว่า ชาครีย์ ลาภบุญเรือง (เท็น) ที่เป็นคนเขียนเนื้อร้องและทำนองในทุกเพลง ช่างฟังหลอมละมุน คลุกเคล้าได้อย่างลงตัวไปกับเสียงกีตาร์เหนียว ๆ หนืด ๆ รก ๆ แต่เท่ โดยมือกีตาร์คู่ นามว่ารวิน มิตรจิตรานนท์ (บิ๊ก) และ ภาคภูมิ นิ่มละมัย (ภู) ที่

ผลัดกันโซโล่ ผลัดกันสับคอร์ดได้อย่างเมามันส์ ส่วนมือเบส สรรพ์วิชญ์ หวานสนิท (ด๋อย) ก็เดินเบสได้แน่นสนิทจริง ๆ เสียดายพวกเขาไม่มีมือกลองเป็นของตัวเอง ทำให้ความเป็นวง ยังดูไม่ครบเครื่อง (จากภาพประกอบหลังปกซีดี พวกเขามีภาพการ์ตูน เป็นภาพวาดสมาชิกทุกคนกำลังแจมดนตรีกันอย่างสนุกสนาน ส่วนมือกลองนั้นเป็นมนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็ปีศาจแดง กำลังใส่ขาสั้นตัวเดียวหวดกลองอยู่)

จากที่ฟังเพลงของ Musketeers ทั้งชุดวนไปวนมาเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ บอกได้เลยว่า เพลงทั้งหมดทุกเพลงของพวกเขา ในอัลบั้ม Left Right and Something ล้วนเป็นเพลงเพราะที่ฟังได้เรื่อย ๆ แบบไม่สะดุดอารมณ์จนต้องเปลี่ยนข้ามแทร็ก เรียกว่าไม่มีการกั๊กเพลงเจ๋งกันเลยก็ว่าได้ ฉบับนี้ผมขอแนะนำสามเพลงของพวกเขามาให้สัมผัสกันพอเป็นสังเขปครับ

พริบ ตา เพลงนี้ใครก็นิยมชมชอบ ที่ร้องว่า “แอบคิดถึงเธอห่าง ๆ” ของวงเฌอในอดีต น่าจะชอบใจท่อนอินโทรไปจนถึงตอนต้น ๆ ของเพลงได้ เพราะลักษณะดนตรีมีกลิ่นคล้ายกัน แต่ไม่ได้ก๊อบปี้แน่นอน เพราะสมาชิกวงนี้น่าจะไม่ทันได้ฟัง และพอเข้าท่อนฮุก ความหลากหลายของรูปแบบดนตรีก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเสียงกีตาร์ที่ริฟเสียงแปลก ๆ ออกมาเป็นระยะ ผสมกับเสียงสาดคอร์ดแบบมันส์ ๆ ได้อารมณ์พ็อปร็อกปลาย 80″s ต้น 90″s อย่างมาก และนี่คือเพลงแรก พอเปิดฟัง ใคร ๆ ที่มีรสนิยมทางดนตรีทันสมัยต้องชอบ เพราะมันช่างติดหูละมุนโสตเสียเหลือเกิน

แค่ บางคำ เพลงนี้ ท่อนอินโทรน่าสนใจมาก ท่อนนี้ผมเรียกว่าท่อนเชียร์แขก หากทำออกมาน่าฟัง ที่เหลือก็น่าสดับตามไปด้วย พวกเขาเริ่มด้วย picking เซอร์ ๆ บนคอร์ดกีตาร์เสียงมัว ๆ ตามด้วยการกระหน่ำคอร์ดแตกพร่า ส่วนท่อนร้องตอนแรกผมได้ยินเผิน ๆ นึกว่าเป็นเพลงใหม่ของ บีม จารุวรรณ นักร้องสาวเสียงห้าว ที่ไหนได้ เป็นเพลงของสี่หนุ่ม Musketeers นี่เอง พอฟังอย่างตั้งใจ ก็เห็นความแตกต่างว่า นี่มันเสียงแหบเสน่ห์ของคุณชาครีย์เจ้าเก่านั่นเอง เพลงนี้เป็นเพลงช้า ที่แอบมันส์ในจังหวะ แถมช่วงกีตาร์โซโล่ ยังทำให้นึกถึงวง Oasis ได้อีกด้วย

แล้ว เมื่อไหร่ นี่คือแทร็กที่ผมว่าเท่ที่สุดของพวกเขา จังหวะของเพลง ฟังแล้วขัด ๆ (แต่เท่อีกแล้ว) คิดว่า นี่คงไม่ใช่เพลงโปรโมตอย่างแน่แท้ แต่เป็นเพลงที่โชว์ศักยภาพทางดนตรีของพวกเขาอีกหนึ่งเพลง และอีกเช่นเคย กีตาร์คู่เป็นพระเอกอีกแล้ว หากขาดมันไป เพลงของวง Musketeers ก็ไร้สีสัน มือกีตาร์ทั้งสองช่างสร้างลูกเล่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเสียงบอด เสียงใส เสียงแตก ล้วนบาดใจดีแท้ พวกเขาไปได้สวยกำลังเหมาะเหม็ง ส่วนมือเบสก็มีลีลาแพรวพราวออกมาให้เห็นตั้งแต่ต้นเพลง นักร้องไม่ต้องพูดถึง เสียงน่าฟังมากครับ

และนี่คืออีกหนึ่งศิลปิน อินดี้แท้ ๆ ส่งตรงจากเชียงใหม่มาถึงหูท่าน หากคุณถวิลหาเพลงที่กลั่นออกมาจากวิญญาณคนดนตรีอินดี้จริง ๆ ลองหาเพลงของ Musketeers มาเสพดูแล้วจะติดใจครับ เป็นอีกหนึ่งผลงานที่เอาใส่ไว้ในรถ ฟังได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ เหมาะสมที่จะลงทุนถอยแผ่นแท้มาประดับทรัพย์สินทางปัญญาคุณครับ :D

หากสนใจ ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.musketeersbands.hi5.com ครับ (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 14

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.