Home

วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4104

วิวัฒนาการศิลปะแฮมเบอร์เกอร์ในแดนสยาม จากสยามสเต็ก ผ่านแมค สู่มอส

คอลัมน์ Delicious GROOVE

โดย อัษฎา อาทรไผท

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนที่จะเอาเรื่องศิลปะมาเป็นทางผ่าน เพื่ออ้างอิงถึงแฮมเบอร์เกอร์ว่า คงไม่มีใครเถียงผมนะครับ ว่าการปรุงอาหารไม่ใช่ศิลปะ การทำอาหารให้อร่อยนั้น ไม่ได้ทำกันง่ายๆ แค่เปิดไฟให้ร้อน แล้วโยนวัตถุดิบมั่วๆ ลงไปผสมกัน มันมีความละเอียดอ่อนกว่านั้นนัก ศิลปะการทำอาหารต้องการความชำนิชำนาญ ผ่านการฝึกปรือมานาน เชฟมือดีไม่ต่างจากนักวาดภาพมือฉมัง ซึ่งคงไม่ได้กำเนิดมาพร้อมพู่กัน แล้วเริ่มตวัดภาพพิศได้ตั้งแต่แรกเกิด ฉะนั้นแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งนับเป็นอาหารชนิดหนึ่ง ก็เป็นศิลปะได้เช่นกัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แฮมเบอร์เกอร์ไม่ได้เป็นอะไรแปลกใหม่สำหรับคนไทย แต่มันก็ไม่ใช่อาหารพื้นๆ ที่หารับประทานได้ทุกหย่อมหญ้าดั่งปัจจุบัน เพราะบรรดา junk food จากอเมริกา ยังไม่ได้ยกพลขึ้นประเทศไทยกัน จำได้ว่ามีเพียง Ho burger ที่สยามสแควร์ แต่ก็ไม่ได้ขยายสาขาอะไรมากมาย ทำให้นอกจากตามภัตตาคารและโรงแรมชั้นนำแล้ว ก็ไม่ค่อยมีใครเขาทำแฮมเบอร์เกอร์ขายกันเท่าไหร่ (หมายถึงแฮมเบอร์เกอร์จริงๆ ไม่ใช่ชนิดที่ทำแบบฉาบฉวยใส่ถุงพลาสติกขายนะครับ) สมัยนั้นในขณะที่คนอื่นเขายังขาย

ลูกชิ้นปิ้ง หมูปิ้ง ไก่ย่างกันอยู่ เกิดมีแฟรนไชส์เชื้อสายไทยเจ้าหนึ่ง หัวทันสมัยล้ำหน้าเวลา ทำร้านฟาสต์ฟู้ดขายแฮมเบอร์เกอร์นามว่า สยามสเต็ก ออกมาเขย่าวงการ จำได้แม่นว่าเวลาเข้าใกล้บริเวณร้านเขาทีไร กลิ่นมักจะลอยมาก่อนเห็นหน้าร้านเสมอ เรียกน้ำลายมาแต่ไกล ลักษณะของแฮมเบอร์เกอร์ของเขา ใช้ศิลปะการทำอาหารแบบไทย ผสมผสานเข้ากับศาสตร์แฮมเบอร์เกอร์ได้อย่างลงตัว ยกตัวอย่างเช่นสุดยอดเมนู

ชีสเบอร์เกอร์ใส่ไข่ ที่เอาไข่ดาวมาใส่กับแฮมเบอร์เกอร์ โปะชีส พร้อมมะเขือเทศ หัวหอม และผักกาดหอมลงไป ที่ขาดไม่ได้คือซอสพริกรสจัดจ้านแบบไทยๆ เป็นเมนูเด็ดที่คนอเมริกาเองยังไม่มีรับประทาน เพราะตามปกติของเขาไม่มีการเอาไข่ดาว ซอสพริก หรือผักกาดหอมมาใส่ในแฮมเบอร์เกอร์

แต่แล้วความโดดเด่นของสยามสเต็กก็ถึงจุดล่มสลาย เมื่อแฮมเบอร์เกอร์เชื้อสายมะกันอย่าง McDonald”s มายึดหัวหาดตลาด junk food เมืองไทยเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ผู้บริโภคแฮมเบอร์เกอร์ หากอยากเท่ ต้อง Big Mac เท่านั้น ไม่มีใครสนใจเจ้าแฮมเบอร์เกอร์ชุดใหญ่ เพิ่มชีส เพิ่มไข่อีกต่อไป ทำให้สยามสเต็กค่อยๆ หมดบทบาทไปทีละน้อยๆ ค่อยๆ ปิดกิจการลงทีละสาขาๆ จนหาทานไม่ได้ในที่สุด ปล่อยให้ตาโดนัลด์มายืนๆ นั่งๆ หน้าร้านแมคทั่วประเทศไทย ผูกขาดตลาดฟาสต์ฟู้ดไปในที่สุด จริงๆ แล้วในทัศนคติของผมที่นิยมบริโภคอาหารแนวนี้มาช้านาน (จนรูปร่างเติบใหญ่เกินพิกัดไปเยอะ) วิธีประกอบอาหารของสยามสเต็ก ดูแล้วสดใหม่ น่ากินกว่า เพราะไม่ได้แช่แข็งวัตถุดิบมาทั้งหมด แถมมาทำให้ดูตรงหน้าเลย แต่ของฝรั่งมักจะประกอบอาหารมาจากที่อื่น แล้วแช่แข็งเพื่อให้เอามาอุ่นเมื่อมีคนสั่งอาหาร แต่ในด้านความเทรนดี้แล้ว ของไทยเราสู้ไม่ได้แน่นอน ทำให้แฮมเบอร์เกอร์เชื้อสายอเมริกันมากมายเข้ามาในบ้านเรา และเบ่งบานยาวนานจนปัจจุบัน จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

แต่วิวัฒนาการของศิลปะแฮมเบอร์เกอร์ยังไม่หยุดนิ่ง เพราะเมื่อไม่นานมานี้ แฮมเบอร์เกอร์เชื้อสายญี่ปุ่น เข้ามาอาละวาดในบ้านเรา โดยจัดอยู่ในประเภทพรีเมี่ยมแฮมเบอร์เกอร์ ไม่ใช่อาหารขยะพื้นๆ เพราะเขาผสมผสานศิลปะการปรุงอาหารญี่ปุ่นเข้าไปด้วย เช่น MOS Burger เอาขนมปังแฮมเบอร์เกอร์มาประกบกุ้งชุบแป้งทอดราดซอส หรืออีกเมนูที่เอาข้าวญี่ปุ่นมาประกบหมูผัดขิง กลายเป็นแฮมเบอร์เกอร์แนวบูชิโดที่น่าตื่นเต้น นอกจากนี้ยังมีแฟรนไชส์สายเลือดปลาดิบอีกยี่ห้อ R Burger ที่เน้นแฮมเบอร์เกอร์เพื่อสุขภาพ ขนมปังที่เขาใช้เป็นแบบแป้งซาลาเปา สอดไส้หมูและซอสเต้าเจี้ยว ทั้งหมดมีส่วนผสมคอลลาเจน รับประทานเพื่อสุขภาพ กระชากภาพลักษณ์อาหารขยะของแฮมเบอร์เกอร์ที่เรารู้จักกันออกโดยสิ้นเชิง การมาของแฮมเบอร์เกอร์ญี่ปุ่น ทำให้บรรดา

แฮมเบอร์เกอร์แบบดั้งเดิมกลายเป็นของเชยไปในทันที จนทำให้เจ้าเก่าต้องมีการทำร้านให้ทันสมัยหรูหราขึ้นเพื่อกระชากลูกค้ากลับ

มาถึงปัจจุบันนี้ เมื่อเห็นแฮมเบอร์เกอร์ญี่ปุ่นที่ใช้ศิลปะการปรุงอาหารแนวอาทิตย์อุทัยมาประยุกต์ใช้จนผู้คนติดใจไปทั้งเมือง ก็อดหวนคิดถึงสยามสเต็ก แฮมเบอร์เกอร์สัญชาติไทยไม่ได้ หรือนี่จะถึงเวลาแล้วที่ สยามสเต็กจะตื่นจากหลับ เอาสูตรแฮมเบอร์เกอร์สยามมาปัดฝุ่น แล้วเข้าสู่สมรภูมิแฮมเบอร์เกอร์อีกครั้ง ผมเชื่อว่าศิลปะการทำอาหารของไทย หากรู้จักเอามาใช้ น่าจะสร้างความน่าสนใจได้ไม่น้อย ไม่งั้น McDonald”s คงไม่ทดลองทำแฮมเบอร์เกอร์กะเพรา หรือแฮมเบอร์เกอร์ข้าวเหนียวหมูย่างหรอกครับ แต่ผมว่าถ้าจะใช้ Theme ไทยกับแฮมเบอร์เกอร์ มันต้องสัญชาติไทยถึงจะสะเด่าลิ้น ผู้ใดกล้าก้าวออกมาทำ ผมขออวยชัยให้ประสบความสำเร็จขายไปไกลถึงอเมริกา😀 (หน้าพิเศษ)

หน้า 10

4 thoughts on “วิวัฒนาการศิลปะแฮมเบอร์เกอร์ในแดนสยาม จากสยามสเต็ก ผ่านแมค สู่มอส

  1. คุณบีที่รัก…

    คอลัมน์นี้โดนใจยิ่ง ทำให้หวนนึกถึง Ho Burger ที่เคยไปนั่งรับทานตั้งกะสมัยเรียนอยู่แถวสามย่านนู่น คงประมาณปี ๒๕๒๔ ได้มั้ง ร้านตั้งอยู่กลางสยามแสควร์ โบกรถเมล์สาย ๓๖ มา รับทานเสร็จเดินผ่องแถวสยามนิดหน่อย ยังกลับไปเรียนภาคบ่ายได้ทันท่วงที อร่อยจริงๆ กับร้านนี้ กับขนาดเบอร์เกอร์นั้นเกือบเท่ากาละมังใบย่อมๆ สั่งรายการที่ต้องการเสร็จก็ไปนั้งรอที่โต๊ะ คุณพี่พนักงานก็จะกุลีกุจอทอดเนื้อกันหน้าเคาน์เตอร์ ควันตลบอบอวลตรงนั้นเลย กลิ่นหอมสนิท แรกเริ่มจำได้ว่ามีแต่เนื้ออย่างเดียว ไม่นานก็มีปลา เข้าใจว่าเป็นปลาอินทรีย์ ชิ้นบะลั่ก…
    พูดแล้วให้คิดถึงร้านนี้ยิ่งนัก สมัยนั้น Ho Burger มีด้วยกัน ๓ สาขา คือ สยามสแควร์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง
    เสียดายร้านนี้จริงๆ
    สำหรับสยามเสต็กนั้น สืบเนื่องจากการจากไปของ Ho Burger ก็มาเป็นลูกค้าประจำ โชคดีที่มีเปิดใกล้บ้านมากๆ ห่างไปแค่ ๓๐๐ เมตร ก็เลยรับทานกันสนั่น แต่ด้วยขนาดที่เล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นที่รู้กันระหว่างพนักงานขายกัยเราขาประจำว่าต้องสั่งแบบ เบิ้ลเนื้อ เบิ้ลชีส สองอันกลับบ้านจ้า…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s