Home

วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4128  ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ Delicious GROOVE

โดย อัษฎา อาทรไผท

เมื่อ หลายฉบับที่แล้ว ผมเคยเขียนถึงเรื่องไข้หวัดใหญ่มรณะ และวิธีที่คนญี่ปุ่นปฏิบัติต่อโรคติดต่อร้ายนี้จนได้ผลมาแล้ว เสียดายที่ตอนออกตีพิมพ์ ไปตรงกับระยะที่สื่อเลิกให้ความสนใจมันไปแล้ว ก่อนที่จะกลับมาประโคมข่าวให้แรงกว่าเก่า หลังจากที่มันไม่ได้หายไปจริง แถมที่ดูในสรุปยอดผู้ป่วยจากหนังสือพิมพ์ยอดฮิตฉบับหนึ่ง (ซึ่งไม่น่าจะเป็นตัวเลขจริงสักเท่าไร เพราะบ้านเราเสียชีวิตไปขณะที่เขียนอยู่นี้ ปาเข้าไป 11 รายแล้ว แต่ระบุไว้น้อยกว่านั้น) ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อแล้วสองพันกว่าคน ขยับจากอันดับท้ายๆ ขึ้นมาอยู่ใน top ten เป็นที่เรียบร้อย แซงหน้าประเทศญี่ปุ่นและจีนไปอย่างง่ายดาย (ทำไมเวลาแข่งกีฬาโอลิมปิก เราไม่สามารถได้อันดับต้นๆ แบบนี้บ้างก็ไม่ทราบ) ตอนมีหวัดหมูอาละวาดแรกๆ คนไทยเราไม่กล้าไปญี่ปุ่นกัน แต่ตอนนี้ผมว่าคนญี่ปุ่นกลับต้องคิดหนักที่จะเดินทางมาสูดอากาศบ้านเรา

จะ ไม่ให้น่าหวาดกลัวได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนชาวไทยส่วนมากมักไม่มีศิลปะความเป็นคนกันเสียเลย อย่างที่ผมเคยสาธยายไปแล้วว่า ประเทศที่เขามีศิลปะความเป็นคน หากใครป่วยและจำเป็นต้องไปในที่สาธารณะ เขาจะสวมใส่หน้ากากปิดปาก ตรงกันข้าม หากใครกลัวจะไปติดเชื้อ แต่ต้องออกไปทำธุระในที่สาธารณะ เขาจะสวมหน้ากากป้องกันเชื้อโรคกัน ตอนนี้ที่บ้านเรามีคนยอมทำตามเพียงหยิบมือมด น้อยมากจนน่าวิตก ที่สำคัญคุณภาพของหน้ากากรุ่นที่แสนจะไม่กระชับที่ใช้กันดารดาษนั้น ป้องกันการติดเชื้อได้เพียง 60% เท่านั้น หากอยากป้องกันจริงๆ ควรใช้ 3M รุ่น N95 จะมีศักยภาพป้องกันสูงถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ทางที่ดี หากใครกลัวป่วย อยู่ประเทศไทยที่อุดมไปด้วยคนป่วยแบบนี้ พยายามไม่ไปไหนจะดีกว่า เพราะตั้งแต่เฝ้าสังเกตศิลปะความเป็นคน ว่าด้วยเรื่องไข้หวัดใหญ่มรณะ 2009 มาได้ระยะหนึ่ง ผมพบเหตุการณ์เสี่ยงดังต่อไปนี้

1.คนไม่ใกล้ไม่ไกลตัวผมเอง เพิ่งได้เข้าไปเรียนปีหนึ่ง ณ มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ ในคณะที่ใครๆ ก็ใฝ่หา แต่เสียดาย กลับคิดไม่ได้เพียงแค่การรับน้อง รุ่นพี่ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 เกิดมีสปิริตสูง หอบสังขารมารับน้อง พร้อมแจกเชื้อโรค จนล้มป่วยกันไปหลายราย แค่นี้ยังไม่พอ นิสิตใหม่จิตใจฮึกเหิม เมื่อมีการสอบ แม้จะป่วยหนัก ตัวร้อนนอนซมแค่ไหน ก็ต้องมาสอบให้ได้ ทั้งๆ ที่ทราบว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง เขากลับเลือกที่จะไม่บอกเพื่อนๆ แล้วไปเข้าสอบอยู่ดี งานนี้ไม่ต้องสืบก็ทราบได้ว่า จากการที่เขาออกนอกบ้านไปทั้งๆ ที่ป่วยแบบนี้ น่าจะมีคนติดเชื้อเพิ่มจากนักศึกษาคนนี้ไม่มากก็น้อย

2. โรงเรียนแห่งหนึ่งมีเด็กป่วยเป็นโรคติดต่อมือ เท้า ปาก แต่พ่อแม่ไม่ยอมพาไปหาหมอ เพราะกลัวไปติดไข้หวัดหมู ปล่อยไว้จนผื่นขึ้นลุกลามติดเด็กไปอีกสี่คน ทางโรงเรียนเพิ่งแจ้งผู้ปกครองว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้น หลังจากเด็กที่ป่วยทั้งหมดหยุดเรียนไปหมดแล้ว และให้ผู้ปกครองตัดสินใจเองว่าจะให้ลูกหยุดไปด้วยหรือไม่ งานนี้โรงเรียนไม่ผิด แต่ผู้ปกครองที่กลัวลูกตัวเองติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มรณะ กลับปล่อยให้ไปแพร่เชื้อโรคอื่นที่โรงเรียน นี่สิที่น่าโดนตำหนิที่สุด

3. อีกรายเป็นคนต่างจังหวัด การศึกษาไม่สูง ต้องทำงานเสิร์ฟอาหาร รายได้เป็นรายวัน หากหยุดงานเงินก็ไม่ได้ เมื่อเธอทราบว่าตัวเองป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มรณะ เธอบอกคนใกล้ชิด แต่ไม่ได้บอกที่ทำงาน ทนปวดเนื้อปวดตัวมาทำงาน และแน่นอน ขณะที่เธอทนทำงานหาเงินอยู่นั้น เธอได้แพร่เชื้อไปด้วย ผมไม่ได้ไปดูเธอเสิร์ฟ แต่ทราบเลยว่า อย่างไรคงต้องมีการไอการจามกันบ้าง แม้ไม่ได้ไอให้ใครเห็น มือของเธอก็ยังแปดเปื้อนเชื้ออยู่ดี ก่อนจะมาจับช้อน ส้อม จาน มาเสิร์ฟลูกค้าตาดำๆ และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือหลอดดูด เพราะตามปกติแล้ว เวลาเด็กเสิร์ฟบ้านเราหยิบหลอดดูดปักลงในแก้ว เขาจะหยิบตรงปลายหลอดพอดี หากมือแปดเปื้อนอะไร มันก็จะต้องเข้าไปสู่กระเพาะของลูกค้าแน่นอน (หากร้านอาหารมีศิลปะ เขาน่าจะใช้หลอดที่บรรจุอยู่ในห่อ ให้ลูกค้ามาแกะปักเอง)

4.ท่านต่อมามีการศึกษาระดับปริญญาโท ซึ่งน่าจะมีศิลปะความเป็นคน แต่กลับไม่มี เพราะเมื่อทราบว่าตัวเองป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มรณะจนต้องหยุดงาน กลับไม่นอนอยู่บ้าน แต่ดอดไปดูหนังแบบมาราธอนในโรงหนัง แน่นอนเขาไม่ใส่ที่ปิดปากแน่ๆ (แต่ถึงใส่ก็ยังไม่ควรไปนั่งในโรงหนังนานๆ กับคนอื่นอยู่ดี) ที่แสบคือเขากลับมาเล่าถึงกิจกรรมที่เขาได้ทำไปให้เพื่อนๆ ได้ฟังอย่างหน้าตาเฉย เขาเห็นตัวเองเป็นคนที่ป่วยแล้วทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกลัวติดอีก

5.รายสุดท้ายเป็นเพื่อนเก่าของผม วันธรรมดาพาลูกมาเดินห้าง เราคุยกันไม่กี่คำก็ทราบได้ว่าลูกของเขาป่วย เนื่องจากไอแบบมีเสมหะออกมาหลายที เลยพยายามคุยกันสั้นๆ เพราะเกรงจะได้เชื้อหวัดกลับมาด้วย ได้ใจความว่ากำลังจะพาลูกไปดูหนังต่อ แบบนี้เจริญครับ ประเทศไทยไม่ไกลจากอันดับต้นๆ แน่

วิธีแก้ปัญหาคน ไทยขาดศิลปะความเป็นคน ว่าด้วยเรื่องไข้หวัดใหญ่มรณะ 2009 นี้ จริงๆ แล้วผมว่าทำได้ไม่ยาก แต่กว่าจะสั่งให้ตัวเองทำได้คงยาก ถ้าผู้ป่วยแต่ละคนโยนความเห็นแก่ตัวทิ้ง แล้วคิดถึงหัวอกคนอื่น (ที่หากไม่บ้าก็คงไม่มีใครอยากติดเชื้อหรอก) บ้าง เมื่ออยู่ในระยะแพร่เชื้อ ช่วยหยุดอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนหน่อย หรือหากจำเป็นต้องไปไหนข้างนอก สวมหน้ากากสักอันดีไหมครับ หากทำได้แบบนี้ เป็นหวัดคราวนี้ คุณจะได้บุญไปโดยไม่รู้ตัว😀 (หน้าพิเศษ D-Life)

หน้า 10

4 thoughts on “ศิลปะความเป็นคน ว่าด้วยเรื่องไข้หวัดใหญ่มรณะ 2009 และความเห็นแก่ตัวของคนป่วย

  1. จะว่าไปแล้ว ผมเองก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ไม่ใช่เห็นต่างจากคุณด่องนะครับ จะว่าไปแล้วก็เห็นด้วยเป็นทวีคูณ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้สัมผัส ไม่ใช่เฉพาะไข้หวัด 2009 ตัวนี้ตัวเดียวเท่านั้น แต่พฤติกรรมที่ผมพบเจอเป็นประจำ พอสรุปได้ว่า คน(ไทย)ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญของตนเองเป็นหลัก จะขับรถก็ดูแต่ข้างหน้าไม่สนข้างหลัง, จะเข้าคิวก็ไม่เข้า เพราะว่าตัวเองรีบ (แล้วคนอื่นไม่รีบหรือ), จะจ่ายเงินก็แซงกันอย่างหน้าด้านๆ (พบเห็นตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป), ฯลฯ เมื่อคิดถึงความสะดวกสบายของตนเองเป็นหลัก ดังนั้นจึงมองข้ามผู้อื่นไป ขาดการเคารพซึ่งสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นไปด้วย ….

    ไปกันใหญ่ล่ะ เดี๋ยวผมเลยไปถึง การเมือง เดี๋ยว Blog คุณด่องจะร้อนนนนน พอดีกว่านะครับ

  2. บ้านผมอยู่ใกล้หอพักโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงมากแห่งนึง เมื่อเช้าไปซื้อผลไม้ให้ลูกกินแถวๆ หอพัก เจอหญิงคนนึงไม่แน่ใจว่าเป็นพยาบาลรึเปล่า (หวังว่าจะไม่ใช่) มาเลือกซื้อมะม่วงอยู่ข้างๆ กัน เธอยืนเลือกมะม่วงโดยใช้”มือเปล่า”จับมะม่วงที่ปอกแล้ว ขึ้นมาเคาะมาดีดดูที่ละใบจนเกือบจะหมดตู้ ตอนแรกผมก็คิดว่าเค้าคงจะเอาทั้งหมดที่หยิบไปนั่นแหละ แต่ปรากฎว่าเธอเลือกแค่ลูกเดียว แล้วก็หยิบที่เหลือลงมาคืนใส่ตู้ให้คนอื่นกินกันต่อไป นี่แหละประเทศไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s